จากการทดลองผสมผสานเครื่องแต่งกายไทยโบราณกับการแต่งตัวสมัยใหม่ จนมีหลายคนอยากรู้จักนักวิชาการท่านนี้ให้มากขึ้น…ว่าเป็นใคร? “ทีมวิถีชีวิต” จึงไม่รอช้ารีบติดต่อนัดแนะเพื่อพูดคุยกับ “รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์” นักวิชาการที่หลายคนสนใจจากคอมเมนท์ “ห่มสไบใส่ยีนส์” และวันนี้ก็มีเรื่องราวมาเล่าสู่…

“รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์” หรือ “ครูตุ้ย” วัย 48 ปี เป็น คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) โดยจบปริญญาตรีด้านการออกแบบเพื่อการแสดง (เกียรตินิยมอันดับ 1) มศว, ปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต การบริหารงานวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอกศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก่อนที่ชื่อเขาจะเป็นจุดสนใจจากสังคมหลังให้มุมมองกรณี “ห่มสไบใส่ยีนส์” ก็เคยให้ความรู้เรื่องผ้าไทยกับสังคมอยู่เป็นระยะ ๆ โดยเป็นผู้ชื่นชอบผ้าไทยและศึกษาจริงจัง จนได้ชื่อเป็น “กูรูผ้าไทย” อีกคนหนึ่ง รวมถึงเคยได้รับ รางวัลนาฏราช สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม งานนาฏราชครั้งที่ 10 จากผลงานออกแบบเครื่องแต่งกายนักแสดงในละครเรื่อง “ศรีอโยธยา”
สำหรับประวัติชีวิตนั้น ครูตุ้ย เล่าว่า เป็นคนสุพรรณบุรี บ้านอยู่ ต.บางลี่ อ.สองพี่น้อง โดยป๊าหรือคุณพ่อของครูตุ้ยอยากให้ลูกเรียนในกรุงเทพฯ จึงส่งครูตุ้ยเข้าเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งเขาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.6 โดยเป็นนักเรียนประจำ ส่วนน้องสาว 3 คน คุณพ่อได้ส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์
“ถึงแม้สุพรรณบุรีกับกรุงเทพฯ จะไม่ได้ไกลกันมาก แต่ก็ไม่ได้ใกล้จนถึงขั้นป๊าจะไปรับไปส่งได้ทุกวัน เราก็เลยเป็นนักเรียนโรงเรียนประจำชายล้วนไปโดยปริยาย โดยพอถึงวันศุกร์ป๊าจะขับรถมารับลูก ๆ กลับบ้าน พอวันอาทิตย์ก็จะขับมาส่งที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ได้กลับทุกอาทิตย์ จะกลับทุก ๆ 2 สัปดาห์ ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็มีที่ต้องปรับตัวกับชีวิตนักเรียนประจำบ้าง แต่อยู่ไปอยู่มาก็เริ่มคุ้นเคย ซึ่งบางสัปดาห์ที่ไม่ได้กลับบ้านก็ทำให้ได้ลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ หลายอย่าง ซึ่งก็เป็นชีวิตที่สนุกดี มีความสุขดี กับการต้องเป็นนักเรียนโรงเรียนประจำ”

พาชุดไทยไปโชว์ให้ฝรั่งทึ่งเสน่ห์ผ้าไทย
ครูตุ้ยเล่าต่อไปว่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมีชื่อเรื่องกิจกรรมเด่นอยู่แล้ว แต่เขากลับยังคิดว่าน้อยเกินไป จึงหากิจกรรมใหม่ ๆ เพิ่มเติมให้ตัวเอง โดยเขาได้ไปสนใจกิจกรรมการละคร เพราะตอนนั้นมีคณะละครคริสต์ศาสนา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งเป็นเครือข่ายกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มาจัดแสดง ก็ยิ่งเกิดความสนใจเกี่ยวกับละคร
“ครั้งแรกที่ได้ดูละคร ตื่นตาตื่นใจมาก อินด้วย สนุกด้วย ยิ่งตอนมีแสงออกมาจากดอกไม้ในฉากหนึ่งที่คณะนี้แสดง ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ฉากนั้นเหมือนวันที่พระเจ้าสร้างโลก ซึ่งจากนั้นมาก็กลายเป็นอิทธิพลต่อชีวิต ทำให้ชอบละครมาตั้งแต่นั้น ซึ่งด้วยยังเด็กจึงไม่รู้ว่าศาสตร์นี้คืออะไร แต่ก็ชอบไปแล้ว โดยตอนโตขึ้นมาอีกหน่อย เวลามีการแสดงโขน เช่น งานวันสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยกรมสมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงโปรดทอดพระเนตรการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทุกปี ผมก็จะแอบแม่ขึ้นไปดูทีวีบนบ้าน เพราะเครื่องข้างล่างมีคนดูอย่างอื่น ไปนั่งดูโขนในทีวี หรือแม้แต่งิ้วก็ชอบ ครั้งหนึ่งถึงขั้นเคยถูกป๊าตีเพราะกลับบ้านดึก เพราะแอบไปดูงิ้ว”
ครูตุ้ยเล่าให้ฟังแบบขำ ๆ พร้อมเล่าชีวิตตอนเรียนที่กรุงเทพคริสเตียนว่า ทุกวันอาทิตย์จะไปโบสถ์ ทำให้ได้ดูละครและได้ร้องเพลงกับคณะประสานเสียง ทำให้ยิ่งชอบทางนี้ รู้สึกได้เจอคนเยอะ ได้พูดคุยกับคนมากมาย จึงอยากเข้าสู่โลกของละคร แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้อายสุด ๆ จึงคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะที่จะแสดงหรือพูดต่อหน้าคนดูเยอะ ๆ และตอนนั้นก็อายสำเนียงเหน่อ ๆ สุพรรณของตัวเอง จึงตัดสินใจขอเป็น “คนเบื้องหลัง” ทำงานด้านฉากและเสื้อผ้า… “ตอนนี้สำเนียงดีขึ้นแล้วครับ (หัวเราะ) ส่วนความขี้อายจริง ๆ ก็ยังเป็นอยู่ แต่ด้วยหน้าที่การงานในฐานะผู้บริหาร ก็ทำให้ขี้อายไม่ได้” เขาบอกขำ ๆ

กับ “ครูแพน-เผ่าทอง ทองเจือ”
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ครูตุ้ย ก็เบนเข็มสนใจเกี่ยวกับละคร โดยเป็นเบื้องหลังละครเรื่องต่าง ๆ เช่น สร้างฉาก ทำเสื้อผ้า ซึ่งเขาก็ชอบงานศิลปะและงานผ้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว งานเกี่ยวกับเสื้อผ้าจึงไม่ลำบากอะไรสำหรับตัวเขา แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเรียนด้านนี้หรือเปล่า แค่สนุกและอยากทำ จนช่วงที่ใกล้เรียนจบ ม.6 ความสนใจก็เริ่มชัดเจนขึ้น จึงเลือกเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มศว ที่วันหนึ่งเขาได้กลับมาเป็นผู้บริหารที่คณะและมหาวิทยาลัยนี้ ซึ่งครูตุ้ยเล่าว่า ตอนเรียนปริญญาตรีเลือกเรียนออกแบบกับสาขาการละครและการแสดง เด็กที่เรียน 2 สาขานี้จะต้องเรียนควบคู่กัน คือออกแบบก็ต้องเรียนละคร ละครก็ต้องเรียนออกแบบ ทำให้เขาโดนเพื่อนที่เป็นผู้กำกับละครบังคับให้ต้องเล่น ทั้งที่ขี้อายสุด ๆ ก็ต้องเล่น โดยตอนนั้นตั้งใจว่าจะต้องให้ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จึงลงเรียนวิชาเพิ่มเพื่อจะปั่นเกรดให้ขี้นถึงอันดับ 1 ให้ได้ ซึ่งที่สุดก็ทำสำเร็จ
เมื่อถามถึงเรื่องความชอบงานศิลปะ ครูตุ้ยนึกสักพัก ก่อนตอบว่า ไม่แน่ใจว่าเริ่มชอบตั้งแต่ตอนไหน เพราะไป ๆ มา ๆ ก็รู้ตัวว่าชอบด้านศิลปะแล้ว โดยเฉพาะการ “วาดลายเส้น–วาดลายไทย” โดยเขาจะมีสมุดเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง เพื่อเอาไว้วาดลายไทยโดยเฉพาะ ที่ชอบลายไทยเพราะรู้สึกว่าลายไทยสวยงาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ก็ครูพักลักจำ ดูจากคนที่เขาวาดเก่ง ๆ โดยยอมรับตัวเองว่าสกิลด้านนี้ไม่ดี แต่ถึงแม้สกิลการวาดรูปจะไม่เก่ง ด้านความครีเอท หรือความคิดสร้างสรรค์นั้น ไม่เป็นสองรองใคร โดยครูตุ้ยบอกด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า จำได้ว่าเคยจัดบอร์ดวันวาเลนไทน์กับวันใต้ทะเล โดยเขาได้ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เหลือทิ้งมาดัดแปลง ปรากฏว่าหลังทำชิ้นงานเสร็จคุณครูได้ชมว่าบอร์ดเขาสร้างสรรค์ดี ไอเดียดี และมีมิติ

“คำชมของคุณครูตอนนั้น ยังจำได้เลยครับ โดยวันนั้นครูบอกว่า กิตติกรณ์บอร์ดเธอไม่ต้องเหมือนเพื่อนก็ได้ เพราะเราไปตัดพ้อกับคุณครูว่า ผมวาดรูปไม่สวยเหมือนเพื่อน คุณครูก็เลยแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันกับเพื่อน แต่ให้ทำตามที่เราคิดจะดีกว่า ซึ่งพอได้รับคำชมจากคุณครูจึงทำให้มีกำลังใจมาก”
เขาเล่าอีกว่า ตอนที่เรียนที่กรุงเทพคริสเตียนก็คิดจะหารายได้ จึงทำป้ายชื่อจากเทมเพลทป้ายสามเหลี่ยมที่ด้านหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ อีกด้านเป็นภาษาไทย นำมาต่อยอดใส่สี แล้วนำไปขายเพื่อน ๆ คิดราคาป้ายละ 10 บาท และด้วยความชอบศิลปะ ทำให้ตอนแรกตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ไม่ติด มาติดที่ มศว แทน… “จำได้ว่าตอนเทสต์นั้นเขาให้ออกแบบห้องพระที่มีโต๊ะหมู่บูชา 9 แต่ด้วยความที่ผมเรียนโรงเรียนคริสต์ ก็เลยไม่เคยเห็นหน้าตาโต๊ะหมู่บูชา 9 ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เลยวาดเทพจีนที่เคยเห็นที่บ้านส่งไป ก็เรียกว่าสอบตกตั้งแต่เทสต์สเกตช์ภาพแล้ว” ครูตุ้ยเล่า
ทั้งนี้ เขาได้รับเลือกเป็นคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นปีที่ 6 แล้ว ซึ่งสิ่งที่เขาตั้งใจคือ บ่มเพาะองค์ความรู้ผ้าไทยให้คนรุ่นใหม่ ๆ รวมถึง เก็บสะสมผ้าไทยไว้ศึกษา โดย ครูตุ้ย เป็น “ศิษย์เอก” ของ ครูแพน–อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ที่ได้รับทั้งความรู้ผ้าไทย อิทธิพลและมุมมองต่าง ๆ จากอาจารย์เผ่าทองมาแบบเต็มที่ เช่น การสวมผ้าไทยในชีวิตประจำวัน

“ทั้งชีวิตผมสนใจเรื่องของการออกแบบเพื่อการแสดง การจัดการศิลปวัฒนธรรมและวัฒนธรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะเรื่องของผ้าไทย ทั้งในแง่การออกแบบ การสวมใส่ การใช้งาน จนเรียกได้ว่าเรื่องผ้าไทยและผ้านานาชาติมันคือจิตวิญญาณ คือรากเหง้าและตัวตนของผมไปแล้ว ซึ่งความหลงใหลนี้มาจากการเรียนตอนปริญญาตรีที่ มศว นี่แหละ ซึ่งท่านอาจารย์ รศ.พฤทธิ์ ศุภเศรษฐศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ กับท่าน ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ ที่ตอนหลังเป็นอธิการบดี มศว บอกกับผมว่า ครูว่าน่าจะเหมาะกับตุ้ยนะ เพราะเห็นผมชอบแต่งกลอน ชอบละคร ชอบเขียนบท ชอบวาดรูป ทั้งที่ตอนสอบผมมีแค่สีเมจิกธรรมดาจนเพื่อน ๆ เรียกผมว่าอีเมจิก ซึ่งครูทั้ง 2 ท่านบอกผมเรื่องนี้หลังสัมภาษณ์ว่า เห็นว่าผมมีแววด้านนี้ ซึ่งในบรรดาเพื่อน ๆ ที่มาสอบด้วยกัน มีผมคนเดียวที่สอบได้”
และความหลงใหลในผ้าไทยก็ยิ่งซึมลึกมากขึ้น เมื่อได้มาเรียนเกี่ยวเรื่องนี้ รวมถึงมีโอกาสได้ไปเรียนรู้นอกตำราและนอกห้องเรียนกับครูแพน-เผ่าทอง ทองเจือ ที่ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว โดยครูแพนมาสอนประวัติเครื่องแต่งกายไทย โดยได้นำผ้าไทยโบราณจริง ๆ ใส่กระเป๋าใบใหญ่จากบ้านมาให้ได้จับ ได้สัมผัส ได้เรียนจากผ้าจริง จากนั้นครูแพนก็มาชวนนิสิตไปที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยตอนนั้นมีความรู้สึกว่าแม่แจ่มไกลมาก แถมหนาวมากด้วย ซึ่งครูก็มาชวนให้เข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อไปดูการทอผ้าของชุมชนคนแม่แจ่มว่าเขาทำกันอย่างไร พอตกเย็นก็มานั่งล้อมวงพูดคุยกัน แบบนี้ทุกวัน… “ตอนนั้นเหมือนเข้าค่ายถอดบทเรียน กลางวันลงภาคสนาม พอตกเย็นต้องมาตอบครูว่าไปเห็นอะไร ได้อะไรกลับมาบ้าง ซึ่งยอมรับว่าเราสนุกมาก” ครูตุ้ยย้อนอดีตไปถึง “การเรียนรู้นอกห้องเรียน” ณ เวลานั้น
ส่วนที่มาการสะสมผ้าไทยนั้น ครูตุ้ย เล่าว่า ตอนนั้น นำเงินเก็บ3,000 บาทไปซื้อผ้าผืนแรก คือ “ผ้าไหมอีสาน” เอามาให้อาม่าของเขา ตอนนั้นจำได้ว่าโดนแซวว่าไปเหนือแต่ได้ผ้าไหมอีสานกลับมา ซึ่งผืนนั้นน่าจะเป็นผ้าไหมสุรินทร์หรือบุรีรัมย์ จำได้ว่า ผ้าพับนั้นเอามาลอดแหวนได้เลย เพราะเบาและนิ่มมาก โดยได้คำอธิบายจากครูแพน-เผ่าทอง ว่านี่เป็น ความอเมซิ่งของผ้าไหม และจุดประกายทำให้รักและอยากสะสมผ้าโบราณ จนตอนนี้มีผ้าสะสมไว้มากกว่า 1 หมื่นผืนแล้ว!!

“จริง ๆ ก็ศึกษาเรื่องผ้าเองด้วย ได้มีโอกาสตามครูแพนไปงานผ้าบ่อยครั้งด้วย ก็เลยเก็บมาเรื่อย ๆ ซึ่งก็ สะสมผ้ามา20 กว่าปีแล้ว โดยที่ชอบมากสุดคือผ้าไหมมัดหมี่ของภาคอีสาน เพราะรู้สึกว่าลายผ้ามันอยู่ในหัวของมนุษย์เรา ทำให้พวกแม่ๆ ยายๆ ทอผ้าจากความนึกคิด จินตนาการ แต่กลับมัดลายได้แบบอเมซิ่งมาก เพาะขนาดเราจะวาดรูปหรือระบายสีลงบนกระดาษยังยากเลย แต่พวกแม่ ๆ ยาย ๆ เขาทำในสิ่งที่ยากกว่า แถมลายก็สวยมาก”
สำหรับเรื่อง “สไตล์เฉพาะตัวของครูตุ้ย” ที่เลือก สวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน นั้น เขาบอกว่า เป็นคนชอบแต่งชุดไทยแบบ Mix and Match เพราะมองว่า ถ้าจะสวมใส่ผ้าไทยให้ใช้งานได้จริง ๆ ต้องเข้าคู่กับเสื้อผ้าปัจจุบัน โดยชุดจากผ้าไทยที่ใส่ส่วนใหญ่จะออกแบบเอง แต่มีช่างตัดเย็บให้ ซึ่งที่ชอบมาก ๆ คือผ้าไหมมัดหมี่ ไม่ก็ต้องเป็นผ้าไหมของอีสาน ทั้งนี้ ครูตุ้ย ได้แนะนำ “เทคนิคการใส่ให้ดูดี” มาว่า อยากให้ ดูเรื่องสีกับลาย เพราะสำคัญสุด กับดูโอกาสที่จะใช้ ด้วย
“อย่างปี 2569 ปีนี้ มศว ก็รณรงค์ให้บุคลากรสวมใส่ผ้าไทยมาทำงานทุกวันพุธนะ ซึ่งผมคิดว่า มศว น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือองค์กรรัฐที่เดียวที่อยู่ย่านใจกลางเมืองย่านอโศก–สุขุมวิท ที่ยังมีเสน่ห์ของการผสมผสานความเป็นไทยร่วมสมัย หรือบางครั้งผมก็นำผ้าไทยที่สะสมเก็บไว้นำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานการออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าจากผ้าไทยชนิดต่างๆ เพราะอยากให้คนเห็นเสน่ห์ของผ้าไทยในวงกว้างมากขึ้น โดยที่เคยนำไปร่วมจัดแสดงก็มีอาทิ ผลงานการแสดงชุด “ผ้าซิ่นม่านมุกจุมออน”ที่มีคอนเซปต์การประยุกต์สิ่งทอทางวัฒนธรรม เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของการออกแบบผ้าไทย หรือการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน”รศ.ดร.กิตติกรณ์ ระบุ
พร้อมกล่าวถึง “ความอเมซิ่งของผ้าไทย” ด้วยว่า… “ผ้าไทยมีเสน่ห์เฉพาะ ที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากแบรนด์ไหน เพราะผ้าไทยมีความยูนีค มีอัตลักษณะเฉพาะวัฒนธรรม ที่ทั่วโลกยอมรับเรื่องความประณีตวิจิตรบรรจงและความสวยงาม โดยการยอมรับที่เกิดขึ้นนี้ ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณองค์สมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงเผยแพร่ผ้าไทยผ่านฉลองพระองค์ด้วยพระองค์เอง ทำให้โลกหันมาให้ความสนใจชุดไทยและผ้าไทย ทำให้วันนี้ผ้าไทยจึงมีชื่อเสียงและได้การยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งในทางหนึ่งยังช่วยกระตุ้นและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย”
วันนั้นถึงวันนี้ “ครูตุ้ย-รศ.ดร.กิตติกรณ์” ยอมรับกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ยิ่งนานวันยิ่ง “หลงใหลเสน่ห์ผ้าไทย” โดยเขาบอกว่าผ้าไทยนั้นสวยงามและวิจิตรไม่แพ้ผ้าชาติใดในโลก โดยผ้าแต่ละภาคสามารถสะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นได้อย่างดี ที่สำคัญลวดลายหรือเส้นด้ายที่ถักทอเป็นผ้าแต่ละผืน “มีเรื่องราว-มีจิตวิญญาณ” อยู่ด้วย… “ส่วนตัวแล้วจึงสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้มีการประยุกต์ และทดลองนำผ้าไทยมาใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้จิตวิญญาณผ้าไทยนั้น…ไม่สูญหายไปกับกาลเวลา”.


เครื่องผ้าโบราณบางส่วนจากชุดสะสม
ถูกแซว ‘ซื้อบ้านเอาไว้เก็บผ้า’
“รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์” หรือ “ครูตุ้ย” บอกว่า งานวิจัยชิ้นแรกในชีวิตคือ “ผ้าซิ่นตีนจกกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง” งานวิจัยนี้ชื่อ “โครงการศึกษาวิเคราะห์ลวดลายผ้าซิ่นตีนจกของชาติพันธุ์ลาวครั่งเขตลุ่มแม่น้ำท่าจีนในประเทศไทย” โดยพบว่า ผ้าซิ่นตีนจกในแต่ละท้องถิ่นจะมีความแตกต่างขององค์ประกอบโครงสร้าง แต่ความพิเศษผ้าซิ่นตีนจกในเขตลุ่มแม่น้ำท่าจีนนั้นกลับพบว่าไม่ต่างกันมาก ตั้งแต่ “โครงสร้างผ้า” ที่ผ้าซิ่นตีนจกลาวครั่งเขตลุ่มแม่น้ำท่าจีนจะนิยมต่อสามส่วน หัวซิ่น–ตัวซิ่น–ตีนซิ่น ซึ่งชาวลาวครั่งทุกกลุ่มมีโครงสร้างผ้าซิ่นตีนจกแบบเดียวกัน ต่างกันก็ที่รายละเอียดเทคนิคการทอกับการผสมผสานในส่วนตัวซิ่น ที่มีลวดลายและเทคนิคการทอตามความถนัดแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ครูตุ้ย พูดถึง “ผ้าไทย-ผ้าโบราณ” ที่สะสมว่า… “ผ้าที่หาซื้อมามีเก็บไว้ทั้งที่บ้านสุพรรณบุรีและที่กรุงเทพฯ จนถูกแซวว่าซื้อบ้านเอาไว้ให้ผ้าอยู่ โดยผ้าที่เก็บไว้นั้นบางครั้งเราก็นำมาใช้ต่อยอดกับงานวิจัยเรื่องผ้าด้วย และบางส่วนก็นำมาใส่ในชีวิตจริง เพราะถ้าเก็บอย่างเดียว ไม่น่าโอเค โดยตู้เสื้อผ้าที่บ้านครึ่งหนึ่งเป็นชุดสากล อีกครึ่งเป็นชุดผ้าไทย โดยพยายามแมทช์ผ้าไทยให้เข้ากับความเป็นสากลร่วมสมัย เพราะมองว่าผ้าไทยมีStory Telling และมีความน่ารักในตัวของผ้าเอง”.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



