แต่ขณะเดียวกัน “ทรัมป์” ก็ไม่ยอมจำนน กลับใช้อำนาจประธานาธิบดีประกาศเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 122 จากสินค้าจากทุกประเทศในอัตรา 10%
แม้ว่าอำนาจนี้ไม่ได้เปิดกว้างแบบไร้ขอบเขต เพราะมีข้อจำกัดชัดเจน ได้แก่ อัตราภาษีต้องไม่เกิน 15% ใช้บังคับได้ไม่เกิน 150 วัน และต้องมีเหตุผลรองรับว่ากำลังเผชิญปัญหาดุลการชำระเงินอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นหมายความว่า มาตรา 122 เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้ในระยะสั้น มากกว่าการเป็นนโยบายถาวร แต่!! ก็เพียงพอที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลก ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มสูงขึ้น ด้วยเช่นกัน
อัตราภาษีนำเข้า ที่”ทรัมป์” เรียกเก็บเพิ่มเติมอีก 10% จากมาตรการภาษีตอบโต้เดิมที่ระดับ 19-40% แม้จะมีช่องว่างให้หลายประเทศหายใจหายคอเพิ่มขึ้นได้บ้าง
แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้นทุนสินค้าของแต่ละประเทศจะกลับไปอยู่ที่เดิม เพราะยังเสียเพิ่มขึ้นอีก 10% และระหว่างทางยังไม่รู้ว่า ต้นทุนนี้จะขยับเพิ่มขึ้นไปในอัตราสูงสุดที่ระดับ 15% หรือไม่?
ที่สำคัญ! ไม่ได้หมายความว่าสงครามการค้า จะจบลงไป แต่กลายเป็นว่า การประกาศใช้ภาษีภายใต้มาตรา 122 นี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอน
บรรดาดูรูด้านเศรษฐศาสตร์ ต่างออกมาส่งเสียงเตือนในทิศทางเดียวกันที่ประเทศไทยต้องตั้งรับให้ดี โดยเฉพาะคลื่นลงทุนจากต่างชาติ
จากเดิมที่นักลงทุนเตรียมย้ายฐานจากจีนมาไทย เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนทางด้านภาษีตอบโต้ ก็อาจชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูท่าทีของประธานาธิบดี “ทรัมป์”
ดังนั้น!! โอกาสที่ไทยจะได้รับ ต้องมีอันต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลของนายอนุทินชาญวีรกูล ที่ตั้งเป้าหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เดินหน้าโดยใช้เครื่องยนต์ “การลงทุน” เป็นหลัก ก็อาจมีอันไม่เป็นไปตามแผน ก็เป็นไปได้
นอกจากนี้ไทยยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐในเรื่องของภาษีสวมสิทธิ ที่ยังมีประเด็นสงสัยในสินค้าส่งออกของไทย จึงทำให้ความเสี่ยงยังคงมีอยู่
แม้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ ได้ขีดเส้นการเจรจาให้ทุกอย่างจบลงให้ได้ภายในกลางปีนี้ แต่เป็นเพียงกรอบที่วางไว้เท่านั้น ในเชิงปฎิบัติยังไม่ได้เกิดขึ้น
อย่าลืมว่ามุมมองของประธานาธิบดี “ทรัมป์” ต่อประเทศไทยนั้น ยังมองว่าไทยเป็นประเทศที่เจรจาได้ยาก แถมยังมีท่าทีที่โอนเอียงไปทางประเทศจีนอีกต่างหาก
จากความคลุมเครือนี้ส่งผลให้สินค้าไทยในกลุ่มที่เคยได้รับสิทธิภาษี 0% จำนวนกว่า 1,000 รายการ ตกอยู่ในความไม่แน่นอนว่ายังได้รับสิทธิต่อไปหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจรจา
ไม่เพียงเท่านี้ ในเมื่ออัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 10% นั้น หมายความรายได้ของสหรัฐย่อมลดลงไปด้วย ก็เท่ากับว่าสหรัฐ ก็ต้องหาวิถีทางที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อไม่ทำให้รายได้ของสหรัฐลดลง หรือต้องเสียดุลการค้าเพิ่มขึ้น
ฝ่ามุมมองของเอกชนเอง ก็เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่า สงครามการค้ายังไม่ยุติ แต่เป็นการเปิดสงครามรอบใหม่ เพราะคนอย่าง “ทรัมป์” ย่อมไม่ยอมอ่อนข้อ และต้องทำตามนโยบาย “อเมริกัน เฟิร์ส” ต่อไป
ด้วยเหตุนี้ความไม่ไว้วางใจยิ่งจะมีเพิ่มมากขึ้นไปอีก จากความไม่แน่นอนของนโยบายของ “ทรัมป์” เพราะไม่รู้ว่าจะมีมาตรการแบบคาดไม่ถึงออกมาอีกเมื่อใด
อย่างไรก็ตามบรรดา “กูร” ต่างระบุว่า สินค้ากลุ่มหลักที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ และกำลังถูกจัดเก็บภาษีหรือมีความเสี่ยงที่จะถูกเพิ่มภาษี ก็หนีไม่พ้น กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เซมิคอนดักเตอร์ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องครัว และยารักษาโรค ทองแดง และชิ้นส่วนโลหะ
อย่างที่บอก…สงครามการค้ายังไม่ได้ปิดฉาก แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นโอกาสชั่วคราว ที่โจทย์สำคัญ คือ จะใช้โอกาสนี้อย่างไรให้คุ้มค่ามากที่สุด ก่อนกติกาใหม่ จะเกิดขึ้นอีก
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



