วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปพูดคุยเพื่อทำความรู้จักกับจิตแทพย์เด็กและวัยรุ่นท่านนี้ให้มากขึ้น…“หมอแน็ต” หรือ “ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์” อายุ 41 ปี ปัจจุบันนั่งควบถึง 3 ตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ โฆษกประจำกระทรวงสาธารณสุข โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต โดยประวัติโดยสังเขปของคุณหมอนั้น หมอแน็ตเกิดในครอบครัวบุคลากรสาธารณสุข มีคุณพ่อเป็นกุมารแพทย์และคุณแม่เป็นพยาบาล ขณะที่ด้านการศึกษาคุณหมอจบ ม.ต้น ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนเลือกเรียน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยตอนเด็กเรียนดีมาตลอด แต่หลังเข้ามหาวิทยาลัยหมอแน็ตก็หันไปสนใจการทำกิจกรรมต่าง ๆ มาก จนผลการเรียนได้อันดับท้าย ๆ โดยช่วงนั้นคุณหมอกับรุ่นพี่ได้พยายามผลักดันจนเกิด สมาคมนิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย (IFMSA-Thailand) ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันสมาคมนี้ยังอยู่โดยมีอายุกว่า 25 ปีแล้ว และนอกจากกิจกรรมจะเยอะ ช่วงเดียวกันนี้คุณหมอยังทุ่มเทเวลาให้กีฬาฟันดาบด้วย จนได้ไปแข่งขันประเภทฟอยล์ ทั้งประเภทเดี่ยวและทีมติดต่อกัน 5 ปี จนผลการเรียนเลยอยู่ระดับกลาง ๆ ถึงท้ายในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย

ช่วงชั้นคลินิก (ปี 4-6) ผมต้องเริ่มไปขึ้นเรียนแผนกเฉพาะทางต่าง ๆ แต่ผมไม่รู้สึกชอบด้านไหนเลย รวมถึงแผนกกุมารเวชศาสตร์ ถึงแม้ตัวเองจะรักเด็กและคุณพ่อก็เป็นกุมารแพทย์ก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้ชอบทุกอย่างขนาดนั้น อีกทั้งผมยังกลัวอะไรที่ฉุกเฉิน คือไม่ชอบสถานการณ์ที่มีเรื่องความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ก็เลยไม่แน่ใจว่าตัวเองควรไปทางไหนต่อดี จนได้เจอแผนกจิตเวชศาสตร์ รู้สึกว่านี่เป็นศาสตร์ที่ลึกลับดี ผมก็เลยสนใจ”

หมอแน็ต เล่าต่อไปว่า ตอนนั้นจิตเวชเป็นสาขาที่คนไม่นิยมเรียน ไม่เหมือนกับยุคนี้ เนื่องจากในอดีตสังคมมองจิตเวชเป็นแค่เรื่องของคนบ้าโรคจิต แต่ด้วยความสนใจคุณหมอจึงเกริ่นกับเพื่อน ๆ ของตัวเองว่าจะเลือกเรียนจิตเวชเพื่อเป็นจิตแพทย์ ซึ่งพอเพื่อน ๆ ได้ยินก็พากันขำ หัวเราะกันยกใหญ่ พร้อมกับถามคุณหมอว่าเอาจริงหรือ แต่ตัวเองรู้สึกชอบ และมั่นใจว่าในอนาคตศาสตร์จิตเวชจะเป็นเรื่องสำคัญและจะได้รับความนิยมในหมู่คนไทยมาก ๆ เหมือนเช่นในต่างประเทศ คุณหมอก็เลยตัดสินใจรับทุนกรมสุขภาพจิต และสมัครเรียนแพทย์ประจำบ้านในสาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ที่ศิริราช

สมัยเป็นโค้ชทีมเยาวชน Thanet Galaxy ที่อังกฤษ

เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะวันนี้สุขภาพจิตเป็นเรื่องยอดนิยม กลายเป็นสังคมมองคนเรียนจิตเวชเท่ ตรงข้ามกับสมัยก่อนมาก ตอนนั้นผมเรียนจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นโดยใช้เวลา 4ปี ซึ่งตามหลักการแล้วแพทย์ประจำบ้านแต่ละรุ่นควรมี 4คน แต่รุ่นผมตอนนั้นภาควิชารับมาแค่ 2คน ซึ่งเรียนไปได้ 1ปี เพื่อนอีกคนก็ถอนตัว สรุปเหลือผมคนเดียว โชคดีที่อาจารย์ช่วยก็เลยรอดมาได้ แต่เมื่อคิดย้อนกลับไป การทำงานหนักแบบคูณ 4 เวลานั้น ช่วยให้เราแข็งแกร่ง เพราะด้วยปริมาณงานต่อวันที่มีเยอะ แต่มีเวลาตัดสินใจน้อย ทำให้ทุกครั้งที่ตัดสินใจต้องเฉียบคม ที่สุดก็ผ่านมาได้ ซึ่งก็มีบ้างที่ท้อ แต่ก็ฮึดสู้ ยึดคติว่าเดินได้อยู่ที่ขา เดินหน้าอยู่ที่ใจ”

หลังเรียนจบแพทย์เฉพาะทาง หมอแน็ต ก็ได้บรรจุที่ โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ เนื่องจาก กรมสุขภาพจิตจะส่งจิตแพทย์จบใหม่ให้ไปทำงานต่างจังหวัดเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นจิตแพทย์เด็กเพียงคนเดียวของพื้นที่ 5 จังหวัดรอบนครสวรรค์ และด้วยพื้นที่รับผิดชอบที่กว้าง งานจึงเยอะมาก จนเขารู้สึกว่าตรวจคนไข้ทีละคนไปเรื่อย ๆ คงไม่ไหวแน่ ก็เลยสนใจ “งานจิตเวชเชิงรุก” ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ตัดสินใจเรียนปริญญาโททางไกล สาขา Media and Communication Psychology ของมหาวิทยาลัย Touro โดยที่เลือกเรียนสาขานี้เพราะเห็นว่าน่าจะใช้กับงานที่ทำได้

เป็นที่ปรึกษาจิตวิทยากีฬาให้ทีมเมืองทองฯ

เหตุผลอีกอย่างที่ลงเรียนทางไกล เพราะที่นครสวรรค์ตอนนั้นมันเงียบ ไม่มีที่ให้เที่ยวเล่นมากนัก ก็เลยเอาเวลามาเรียนปริญญาโท (หัวเราะ) ต่อมาผู้บริหารก็ชวนให้มาทำงานที่กรมสุขภาพจิต น่าจะเป็นปี 2555 ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 28 ปี ในตำแหน่ง ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตระหว่างประเทศ ตอนแรกที่ได้รับการทาบทาม ผมก็จะรู้สึกเหวอ ๆ หน่อย แต่เมื่อผู้ใหญ่ไว้ใจให้โอกาส ก็ไม่ปฏิเสธและรับงานนี้ และได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ส่วนกลาง” หมอแน็ต เล่า

ช่วงทำงานที่กรมสุขภาพจิตนั้น สถานที่พักหมอแน็ตอยู่ย่านเมืองทองธานี และด้วยความรักกีฬา คุณหมอจึงมักไปเชียร์ทีมเมืองทองยูไนเต็ดค่อนข้างบ่อย จนต่อมาได้มีโอกาสรู้จักกับทางผู้บริหารทีมเมืองทองฯ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องสุขภาพจิต จนต่อมาคุณหมอก็ได้รับเป็นที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาให้กับสโมสร ซึ่งเวลานั้นน่าจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่สโมสรฟุตบอลอาชีพมีระบบพัฒนาด้านจิตวิทยากีฬาอย่างเป็นทางการ โดยคุณหมอได้เล่าถึงการทำงานในช่วงนี้ว่า จะใช้เวลาตอนเย็นหลังเลิกงานและวันหยุดไปอยู่กับทีมฟุตบอลทีมนี้ จนต่อมาทางสโมสรได้ส่งเขาให้ไปเรียน หลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ระดับ C ทำให้เขาเกิดความฝันว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศสักครั้งในชีวิต เพราะอยากลองไปใช้ชีวิต กับอยากไปดูฟุตบอล รวมถึงอยากนำความรู้กลับมาพัฒนางานสุขภาพจิตของไทย จนความฝันนี้เป็นจริงในปี 2557 เมื่อได้รับทุนกระทรวงสาธารณสุขไปศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Social Psychology ที่มหาวิทยาลัย Kent สหราชอาณาจักร เพื่อเรียนและทำวิจัยหัวข้อ “พฤติกรรมฟับบิง (Phubbing)” หรือ “สังคมก้มหน้า” ที่ผู้คนเสพติดการเล่นโทรศัพท์มือถือจนส่งผลกระทบต่อชีวิต โดยเป็นทีมวิจัยแรกของโลกที่ศึกษาเรื่องนี้ในเชิงจิตวิทยา

ให้ข้อมูลสุขภาพจิตช่วงเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

ได้ทุนปี 2557 พอปี 2558 ก็ไปเรียนต่อและใช้ชีวิตเมืองนอกสมกับที่ฝันไว้ แถมเป็นอังกฤษ ประเทศแห่งฟุตบอล ซึ่งพอการเรียนไปได้ดี ผมก็หันกลับมาสนใจสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง ก็คือฟุตบอล โชคดีที่วีซ่านักเรียนปริญญาเอกของอังกฤษเขาจะให้เวิร์กเพอร์มิตชั่วคราวมาด้วย ผมจึงนำไปสมัครเรียนหลักสูตรโค้ชของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหลักสูตรที่ยากและเขี้ยวที่สุดในโลก โชคดีที่เมือง Kentฟุตบอลไม่นิยม เลยมีคนสมัครเท่าโควต้าพอดี ก็เลยได้เรียนหลักสูตรนี้แบบฟลุก ๆ” หมอแน็ต เล่าเรื่องนี้แบบขำ ๆ

อย่างไรก็ดี แต่เงื่อนไขเพื่อเรียนจบ หลักสูตรโค้ชฟุตบอล ก็เป็นอุปสรรค โดยเขาบอกว่า การจบ FA Coaching License ระดับแรก สอบปฏิบัติผ่านก็ได้ใบอนุญาตระดับ 1 แล้ว แต่ระดับ 2 จะต้องทำงานจริงในสโมสรฟุตบอลเยาวชน โดยการสอบครั้งสุดท้ายจะเกิดขึ้นวันที่พาทีมไปแข่งในทัวร์นาเมนท์ที่รับรอง ทำให้เขาจึงยื่นส่งใบสมัครไปยังทีมฟุตบอลเยาวชนต่าง ๆ กว่า 10 สโมสร ปรากฏไม่มีใครรับเลย หรือบางที่นัดไปพบ แต่พอเห็นเป็นคนเอเชีย ก็มักถูกปฏิเสธ แต่สุดท้ายเขาก็ได้งานคุมทีมเล็ก ๆ ของเมือง Margate ที่มีชื่อว่า Thanet Galaxy PDFCซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้มีความบกพร่องทั้งทางจิต ทางพัฒนาการ สติปัญญา และเยาวชนที่มีปัญหาจากยาเสพติด โดย หมอแน็ต ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ว่า เป็นเมืองที่มีบ้านอุปถัมภ์ หรือ Foster Care Home เยอะมาก เพื่อดูแลเด็กที่มีปัญหาต่าง ๆ ทั้งยาเสพติดและสุขภาพจิต โดยรัฐจะสั่งให้เยาวชนทำกิจกรรมในชุมชน ซึ่งก็มารวมตัวกันที่สโมสรฟุตบอลที่เขานั้นเป็นโค้ช โดยหมอแน็ตบอกว่า ถึงแม้จะเป็นสโมสรที่วุ่นวายมาก แต่ก็เหมาะกับโค้ชที่เป็นจิตแพทย์อย่างเขา โดยหลังทำงานกับทีมได้ปีครึ่ง เขาก็สอบผ่านโค้ชระดับ 2 เป็นคนแรกของรุ่น

กับทีมงานสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต

ทั้งนี้ หลังเรียนปริญญาเอกจบ เขาก็กลับไทยมาเริ่มต้นงานในตำแหน่ง โฆษกกรมสุขภาพจิต มีหน้าที่ดูแลงานด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และช่วงวิกฤติโควิด-19 ก็ถูกดึงให้ช่วยงานกระทรวงสาธารณสุข โดยเขาได้ทำงานร่วมกับทีม ศบค. จากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งมาเรื่อย ๆ อาทิ ได้เป็น รองโฆษกกระทรวงฯ สมัยที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรี เพื่อช่วยงานด้านวิชาการ และปี 2568 ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “โฆษกที่อายุน้อยที่สุด”

นอกจากภารกิจดังที่ระบุมาข้างต้นแล้ว หมอแน็ต นั้นยังเป็น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) เพื่อเป็น คลังสมองด้านสุขภาพจิตแห่งแรกของไทย ด้วย เพื่อส่งต่อความรู้ นโยบาย และนวัตกรรมด้านสุขภาพจิต ให้กับสังคม รวมถึงปัจจุบันยังถูกเชิญเป็น ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของ TikTok ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กับเป็นที่ปรึกษาให้กับสตาร์ทอัพสัญชาติไทยอีกด้วย และด้วยการทำงานที่หลากหลายมากมายเช่นนี้ ทำให้คุณหมอจึงได้รับรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2563, รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น กรมสุขภาพจิต ประจำปี 2564, รางวัลนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2566 เป็นต้น

ก่อนจบบทสนทนากัน “หมอแน็ต-ดร.นพ.วรตม์” บอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ทุกวันนี้ยังสนุกกับบทบาทหลากหลายที่ทำอยู่ และเสียดาย ไม่อยากทิ้งโอกาสที่เข้ามา ทำให้กล้าที่จะลองทำงานใหม่ ๆ หรือแปลก ๆ เท่าที่ยังทำไหว โดยไม่กลัวที่จะไม่สำเร็จ หรือแม้แต่จะผิดพลาด โดยคุณหมอได้ให้ “ข้อคิดดี ๆ” ทิ้งท้ายว่า… “ผมเชื่อว่า… นกทุกตัว มันไม่เคยกลัวเลยว่ากิ่งไม้จะหัก โดยสาเหตุที่ทำให้นกไม่กลัว ไม่ใช่เพราะมันเชื่อใจในกิ่งไม้แต่อย่างใดเลย แต่เพราะว่าพวกมันนั้น…เชื่อใจในปีกของตัวเอง”.

อีกพลัง ‘แก้อคติต่อผู้ป่วยทางจิต’

หมอแน็ต-ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์” ยังระบุกับ “ทีมวิถีชีวิต” ด้วยว่า ในอดีต “ผู้มีปัญหาทางจิต” มักจะ “ถูกสังคมตีตราเป็นคนบ้า-คนไม่ปกติ” รวมถึง “ถูกตีกรอบเป็นสิ่งเลวร้าย” ทำให้ผู้ป่วยตกเป็นผู้ถูกกระทำซ้ำซ้อน ซึ่งแต่ก่อนองค์ความรู้เรื่องนี้ยังไม่แพร่หลาย แต่ปัจจุบันความรู้เรื่องนี้มีการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ “ทัศนคติคนเปลี่ยนไป” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ โดยจากความพยายามทางการแพทย์ที่ผ่านมาทำให้การรับรู้เรื่องสุขภาพจิตของสังคมดีขึ้นกว่าในอดีตมาก จากที่เคยมองเป็นเรื่องผีสางนางไม้ แต่ช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมามีการวิจัยมากขึ้น ทำให้คนเริ่มเข้าใจว่า “ปัญหานี้เป็นเรื่องของสารเคมีในสมอง” อย่างไรก็ตาม หมอแน็ต บอกว่า… “แม้ปัจจุบันการตรีตราจะลดลง แต่ก็ยังถือว่าช้ามาก ๆ ถ้าเทียบกับระยะเวลากว่า 20 ปี ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายที่จะทำยังไงให้สังคมปราศจากอคติกับผู้ป่วยทางจิตได้ 100%”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน