ข่าว “เพื่อไทย” เสนอชื่อ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล 2 ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น มีข่าวพรรคแกนนำรัฐบาล ตีกลับ 2 รายชื่อ เพราะต้องการได้คนรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเสริมภาพลักษณ์ฝ่ายบริหาร
เลยคาดเดาได้เลยว่า กระบวนการปล่อยข่าว เพื่อตีกัน “นายสุริยะ” และ “นายสมศักดิ์” น่าจะออกมาจาก พรรคต้นสังกัด ของบุคคลทั้งสอง เพราะพรรคภูมิใจไทยได้ สส. เพียง 192 เสียง การยื่นเงื่อนไขกับพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นกำหนดตัวบุคคล ให้เข้ามารับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ปกติในทางการเมือง ไม่มีใครเขาทำกัน จะทำได้ต้องมีเสียง สส. เกิน 250 เสียง ยิ่งพรรคเพื่อไทย มี สส. 75 คน พรรคแกนนำรัฐบาลยังต้องให้เกียรติ
คำถามคือ ถ้าข่าวตีกัน “2 ส.” ออกมาจากพรรคเพื่อไทย คนปล่อยข่าว มีเป้าประสงค์อะไร เหตุผลสำคัญคงมาจากด้วยจำนวนเก้าอี้ที่มีจำนวนจำกัด มีข่าวพรรคเพื่อไทยได้ สัดส่วนรัฐมนตรี 8 เก้าอี้ แบ่งเป็น รมว. 5 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว.กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน และ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
โดย พรรคได้วางตัว ผู้ที่จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีไว้แล้วบางส่วน ที่ชัดเจนแล้วคือแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทั้ง 3 คนประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
แต่อีก 1 คนคาดว่าเป็น “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” ซึ่งเป็นแกนนำพรรค ที่มีส่วนสำคัญในการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครไปกำกับ ดูแลกระทรวงใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่า ใครนั่งตำแหน่งไหน จะเหมาะสมที่สุด
จริง ๆ ใคร ตามความเคลื่อนไหว ของพรรคสีแดง ช่วงการเลือกตั้งคงจะทราบว่า “นายสุริยะ” มีบทบาทสำคัญ ทั้งเป็นแคนดิเดตนายกฯ และ ผอ.การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โดยประกาศอย่างชัดเจนว่า พรรค ต้องได้ สส. 200 ที่นั่ง ตั้งเป้าหวังเป็นแกนนำรัฐบาล แต่ในที่สุดก็ผิดหวัง ได้ สส.เพียง 70 กว่าที่นั่ง แม้ “นายสุริยะ” จะทุ่มเทในการหาเสียง ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้า “เพื่อไทย” ได้ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร จะอย่างไรก็ตามต้องมีชื่อ “นายสุริยะ” เพื่อตอบแทนการทำงาน อีกทั้ง ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย มี สส. อยู่ในมือ เกือบ 30 คน จะขยับตัวไปทางไหน ย่อมทำให้พรรคต้นสังกัดได้รับผลกระทบ ยิ่งก่อนหน้านั้นมีข่าว “นายสุริยะ” จะนำ สส. ออกจากพรรค ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง หากหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้กับผู้ยิ่งใหญ่ใน “ตระกูลชินวัตร”
มาถึงวันนี้ต้องยอมรับ อำนาจและบารมีของ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ลดลงไปมาก การเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังจากเดินทาง กลับมาประเทศไทย ส่งผลร้ายทำให้ต้องกลับ ไปถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ และ ยังมีคดีความ ที่ต้องต่อสู้อีกหลายคดี
รวมถึงการผลักดัน “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” ให้เข้ามาทำหน้าที่นายกฯ ถือเป็นการ ตัดสินใจที่ผิดพลาด และนำมาสู่ความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการ ปรากฏคลิปเสียง สนทนากับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา
ดังนั้นการทำหน้าที่ในฐานะ “พรรคร่วมรัฐบาล” จึงถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ ต้องสร้างผลงาน ให้เป็นที่ยอมรับ ไม่เช่นนั้นเลือกตั้งครั้งหน้า ที่นั่ง สส. ของพรรคเพื่อไทยอาจลดลงไปอีก ต้องวัดใจ “นายสุริยะ” และ “นายสมศักดิ์” จะมองสั้นหรือมองยาว
โดยเฉพาะ “นายสมศักดิ์” ช่วงเป็น “รมว.สาธารณสุข” เคยวีโต้มติแพทยสภา เกี่ยวกับการลงโทษหมอที่เกี่ยวข้องกับ 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งวินิจฉัยอาการป่วย ของ “นายทักษิณ” ยังกล้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกหรือ
ทำไมไม่ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้แสดงฝีมือ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียง และทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นที่ยอมรับ ยิ่งเลือกตั้งครั้งหน้ายังไม่เห็นหนทางที่จะทำให้พรรคที่เคยยิ่งใหญ่ กลับมาเติบโต และเป็นทางเลือกของประชาชนได้อีกเลย.
“เขื่อนขันธ์”


