การล้มเลือกตั้ง ที่แทรกซึมอยู่ในแวดวงต่าง ๆ ทำงานหนักมากจริง   ยิ่งพอมีข้อสงสัยบัตรเลือกตั้ง มี บาร์โค้ดซึ่งอาจทำให้ตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงอย่างไร เรื่องราวเลยบานปลาย  แถมมาเจอปัญหาจากการทำงานของคณะ กกต. ที่มี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์เป็นประธานฯ ชอบเล่นบทนางอายก็เลยยิ่งถูกโจมตี ถูกดิสเครดิต ไม่กล้าตอบข้อสงสัย ไม่ยอมชี้แจง ก็ยิ่งกลายเป็นเป้าโจมตี

ทั้ง ๆ ที่ กกต.ส่วนใหญ่ จากทั้ง 7 คน ต่างก็ เป็นนักกฎหมาย  โดยเฉพาะ ประธาน กกต.” เคยทำงานอยู่ใน แวดวงตุลาการ   ตำแหน่งสุดท้าย ก่อนเข้ามารับหน้าที่ ในองค์กรอิสระ ที่จัดการเลือกตั้งคือ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ส่วน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษกกต. อีกคนหนึ่ง  เคยเป็น ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา มีประสบการณ์จากการวินิจฉัยคดีการเลือกตั้ง จะปล่อยให้องค์กร ที่ตนเองมีส่วนรวมเกิดปัญหาขึ้นหรือ

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต.” ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าว การที่ กกต.แจ้งความ กองบังคับการปราบปราม เป็นการฟ้องประชาชน ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต. คุกคามสื่อนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่
ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกับ ผู้ประกอบอาชีพ ใดอาชีพหนึ่ง

และดำเนินการแจ้งความ ไปตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในวันที่ 22 ก.พ.69 มีสื่อมวลชน และประชาชนกว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ จะเห็นได้ว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการ ร้องทุกข์แต่อย่างใด และได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชน ในการ แสวงหาข้อเท็จจริง และการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ

ซึ่งการกระทำ ที่จะอ่านบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกใคร เป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเป็นความปรากฏ กกต. จึงมีอำนาจ และหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย  การอ้างว่า กกต. เอาผิดหรือ
ฟ้องประชาชน ไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต. ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใด ๆ

ปัจจุบันมีการ ดำเนินคดีเป็นรายแรก ที่ จ.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคล กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไป

กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต. ยื่นแจ้งความที่ กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากบุคคลดังกล่าว มีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการ ที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำ ในเวทีสาธารณะ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุนั้น พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่า มีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน

นั้นหมายความ บางคนที่ไม่ได้ อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่จากพฤติการณ์ที่แสดงออกถือว่าเป็น การกระทำที่เชื่อมโยง กับกลุ่มบุคคลที่ถอดรหัสบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เพื่อต้องการสืบไปถึงข้อมูลว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกใคร เป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งผู้ที่ถูก แจ้งข้อกล่าวหา ก็มีสิทธิต่อสู้คดี ฟ้องกลับ กกต. และ ผู้เกี่ยวข้อง  ซึ่งการใช้ข้อกฎหมาย มาพิสูจน์ความจริง ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่ได้หมายความว่าเป็นการ ฟ้องเพื่อปิดปาก เพราะใครก็ตามนำเสนอข้อมูล ถ้าไม่เป็นความจริง ไม่มี
หลักฐานอ้างอิงก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ประเภทหิวแสง บางคนมีวาระซ่อนเร้น พรรคที่ตนเองสนับสนุนล้มเหลวในการเลือกตั้ง แม้กระทั่งนักวิชาการบางคน ยังเล่นบทอุ้มส้ม จนน่ารังเกียจ เคยเล่นบทแก้ต่างในคดีความของ พรรคอนาคตใหม่ เรียกว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา  แต่ไม่กล้าเปิดหน้าเปิดเผยตัว

อย่างความเห็น นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. ที่เสนอความเห็นว่า ฉากทัศน์ของการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ทางพรรคฝ่ายค้านก็ต้องส่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิมาแข่งกับ อนุทิน ชาญวีรกูลอยู่แล้ว ซึ่งคำถามก็คือจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ร.อ.ธรรมนัส ชวนพรรคเพื่อไทยไปโหวตให้นายณัฐพงษ์

เท่ากับส่งเสริมให้พรรคการเมือง ตระบัดสัตย์ อีกทั้งศาล รธน. ยังไม่ได้ชี้ว่าการเลือกตั้ง มีความผิดปกติ ไม่เป็นความลับหรือไม่  เลือกตั้งครั้งหน้า นายปริญญา เสนอตัวเป็นแม่ทัพพรรคส้ม ไม่ต้องกั๊กไม่ต้องบังอีกต่อไป.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่