กราบเรียนคุณหมอ ดร.โอ ที่เคารพ

ผมอายุ 63 ปี เป็นข้าราชการบำนาญ สุขภาพร่างกายทั่วไปแข็งแรงปกติดี ก่อนหน้านี้จะมีนิสัยชอบดื่มสุรา และสูบบุหรี่บ้างแต่ไม่มากนัก มาถึงวันนี้เลิกทั้งสุราและบุหรี่มาได้กว่า 5 ปีแล้ว ภรรยาวัย 60 ปีเพิ่งเกษียณอายุราชการจึงมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น เรื่องทางเพศกลายเป็นว่าเรา 2 คนยังมีความต้องการกันทั้งคู่ แต่ของผมมีอาการผิดปกติทางเพศมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว อวัยวะสำคัญไม่ค่อยแข็งตัว บางครั้งก็แข็งตัวมีความสุขได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไม่แข็งตัว ทำให้ร่วมเพศไม่ได้ ก่อให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก ได้ติดตามอ่านการตอบปัญหาให้ความรู้ของคุณหมอโอ เกี่ยวกับเรื่องยากลุ่มพีดีอี 5 ไอ ที่ช่วยเสริมความสุขทางเพศ สนใจมากและต้องการใช้เสริมความสุขในการแข็งตัว ขอรับคำแนะนำเกี่ยวกับตัวยาดังกล่าว จะสามารถใช้ได้หรือไม่อย่างไร

ด้วยความเคารพ
วิชาติ 63

ตอบ วิชาติ 63
ชายวัยเกษียณวัย 63 ปี มีการแข็งตัวขององคชาตลดลงเหลือประมาณ 20% ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสอดใส่ได้จึงทำให้ไม่สามารถร่วมเพศกับภรรยาวัย 60 ปี ได้ จึงทำให้คู่สามีภรรยาขาดความสุขทางเพศไปเป็นอย่างมากทั้ง ๆ ที่ยังมีความต้องการทางเพศอยู่ อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เกิดกับฝ่ายชายหากไม่รีบแก้ไขก็อาจทำให้เกิดปัญหาหย่าร้างตามมาได้ เพราะความอดทนทางเพศมีขอบเขตจำกัด นี่ก็ 3 ปีมาแล้วที่ฝ่ายชายอ่อนแอ ชายที่รักภรรยาตัวเองและอยากให้ความสุขแก่ภรรยาได้ทุกเวลานั้นเมื่อเกิดอาการอีดีชายกลุ่มนี้จะรีบขอคำปรึกษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้บกพร่องต่อหน้าที่ของสามีที่ดี และไม่อยากถูกคนรักทิ้งไป แต่ชายอีดีอีกกลุ่มซึ่งพบได้บ่อยพอมีปัญหาก็ไม่ยอมพบแพทย์เพื่อฟื้นฟู ชอบซื้อยาส่งไปทานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ผ่านการตรวจร่างกายจากแพทย์ก่อน ซึ่งหวังว่ายาที่ส่งไปให้จะช่วยให้เกิดการแข็งตัวที่ดี ถือเป็นความคิดที่ผิดไม่รักตัวเอง ไม่รักและห่วงฝ่ายหญิงอย่างจริงใจ

การรักษาอาการที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นการค้นหาโรคที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกายเพราะหากร่างกายไม่มีจุดบกพร่องอาการอีดีก็ไม่เกิด ฉะนั้นเมื่อมีอาการอีดีก็ย่อมเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ทราบแล้วว่าในระบบใดระบบหนึ่งในร่างกายเกิดผิดปกติขึ้น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ตรวจหาโรคพร้อมกับวินิจฉัยและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของคนไข้มากที่สุด ดังนั้นการจัดส่งยาไปให้โดยที่ไม่ผ่านการตรวจร่างกายของแพทย์จึงไม่ใช่แนวทางการรักษาอาการอีดีที่ถูกต้อง การรักษาอาการอีดีด้วยยากลุ่มพีดีอี 5 ไอ แม้จะเป็นอีกแนวทางในการรักษาโรคอีดีก็ตาม แต่การใช้ยากลุ่มนี้ก็มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ในกลุ่มคนไข้โรคหัวใจที่มีการใช้ยากลุ่มไนเตรตร่วมด้วยจะเกิดอาการวูบล้มฟาดได้ การออกฤทธิ์ของยาทั้งสองชนิดจะไปเสริมฤทธิ์กันทำให้เกิดภาวะความดันเลือดต่ำจนเกิดภาวะช็อกหมดสติ

ดังนั้นก่อนการใช้ยากลุ่มพีดีอี 5 ไอ แพทย์จะต้องตรวจร่างกายและซักประวัติของคนไข้ให้แน่ใจก่อนว่าคนไข้ไม่มีภาวะโรคหัวใจ เช่น หากมีโรคหัวใจจะต้องขอรายละเอียดการใช้ยาร่วมด้วย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจหาค่าที่บ่งบอกภาวะหัวใจล้มเหลวเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อคนไข้มากที่สุด การรักษาอาการอีดีมีหลายวิธีที่ไม่ต้องพึ่งการใช้ยา เช่น การเรียนการบริหารกล้ามเนื้อเพศจากผู้เชี่ยวชาญให้เกิดความชำนาญก็สามารถนำเทคนิคนี้กลับไปใช้เองที่บ้านได้อย่างสบายใจ แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินระดับอาการอีดีของคนไข้นั้นสำคัญมากเพราะมีผลต่อการเลือกวิธีการรักษา ดังนั้นผู้ที่มีอาการอีดีจึงควรรีบมาฟื้นฟูกับแพทย์ด้วยตัวเอง สละเวลามารักษาเพียงนิดเดียวแต่ได้มีความสุขทางเพศไปได้อีกยาวนาน.

……………………………….
ดร.โอ สุขุมวิท 51