ทั้งนี้ กระแส “ดราม่าวงการเสื้อกาวน์” ดังกล่าวข้างต้นนั้น มีเรื่อง “โซเชียลมีเดีย” เข้ามาเกี่ยวด้วย ขณะที่เรื่องนี้กรณีนี้ในภาพรวม ในเชิง“ปรากฎการณ์” นั้นก็ถือว่า “น่าคิด” ไม่น้อย…กับ “ข้อดีข้อควรระวัง” กับการเป็น “หมออินฟลูเอนเซอร์” ที่พบได้เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนี้…

ปรากฏการณ์นี้น่าคิด “น่าพิจารณา”

และในทางวิชาการก็ “มีมุมวิเคราะห์”

จะเช่นไร? จะอย่างไร? ลองมาดูกัน

ดร.ยุคลวัชร์ ภักดีจักริวุฒิ์

เกี่ยวกับ “มุมวิเคราะห์” ที่มีต่อ “ปรากฏการณ์หมออินฟลูฯ” เป็นมุมวิเคราะห์ที่น่าพิจารณาจากทาง ดร.ยุคลวัชร์ ภักดีจักริวุฒิ์ อาจารย์ประจำ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งสะท้อนเรื่องนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มาว่า… จริง ๆ ประเด็นนี้ที่มีการตั้งคำถาม เป็นเรื่องน่าสนใจ โดยหากพิจารณาในหลักวิชานิเทศศาสตร์และการสื่อสารแล้วก็จะพบ “จุดปะทะที่สำคัญ” ระหว่าง 2 สิ่ง คือ “เสรีภาพการสื่อสาร” กับ “ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ” ซึ่งทั้ง 2 อย่างกำลังปะทะกันอยู่ ภายใต้ยุคที่อำนาจสื่อไม่ได้ถูกผูกขาดแบบเดิมเหมือนในอดีตอีกต่อไป …นักวิชาการท่านนี้ระบุ

พร้อมสะท้อนต่อไปว่า… ยุคที่กล่าวถึงข้างต้น ส่วนตัวขอเรียกว่า… เป็น “ยุค Democratization of Media” ซึ่งอำนาจของสื่อไม่ได้ผูกขาดอีกต่อไป แต่มาอยู่ในมือทุกคน โดยใคร ๆ ก็สามารถผลิตคอนเทนต์ได้ แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ และรวมถึง “หมอ” ด้วย อย่างไรก็ตาม เหรียญนั้นย่อมมี 2 ด้าน กับเรื่องนี้ มีข้อดีแต่ก็มีจุดที่ต้องระวัง เช่นกัน

ในด้านที่ดีก็คือ เราเห็นหอคอยงาช้างถูกทำลายลง ในที่นี้คือความรู้การแพทย์ที่เข้าถึงยาก ที่เข้าใจได้ยาก ซึ่งยุคนี้ได้ถูกย่อยให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น และมีช่องทางในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลเหล่านี้ผ่านทางหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยหลาย ๆ ครั้งสามารถช่วยดับไฟเฟกนิวส์ได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับในอดีต” …ดร.ยุคลวัชร์ ชี้ถึง “ข้อดี” เรื่องนี้

ที่ “พลังหมออินฟลูเอนเซอร์” นั้น

ทำให้มีการ “สกัดเฟกนิวส์ได้ไวขึ้น”

อย่างไรก็ตาม มีด้านที่ดี แต่ก็มีด้านที่น่าเป็นห่วงเช่นกัน โดยสำหรับ “สิ่งที่ต้องระวัง” ของปรากฏการณ์เรื่องนี้นั้น ทาง ดร.ยุคลวัชร์ นักวิชาการนวัตกรรมสื่อสาร ระบุว่า… สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ “ความสมดุล” ระหว่าง “พื้นที่ส่วนตัว” กับ“จรรยาบรรณวิชาชีพ”ซึ่งหลาย ๆ ครั้งทำให้เกิดกระแสถกเถียง หรือมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม โดยเกิดจากปัญหาหลัก ๆ เช่น การไม่สามารถตัดขาดแยกจากกันได้ชัดเจนของ 2 เรื่องนี้ ทำให้สังคมอาจเกิดความสับสนในบทบาทของ “ผู้ส่งสารผู้สื่อสาร” ว่า… สาร หรือข้อมูลที่ถ่ายทอดนั้น มาจากบทบาทไหนกันแน่?? โดยมีหลาย ๆ ครั้งที่ผู้คนรู้สึกสับสน ว่า…

เป็นบทบาท “อินฟลูฯ” หรือว่า “หมอ”

แหล่งข่าวท่านเดิมขยายความกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… แม้จะเห็นด้วยกับการที่ “คุณหมอ” หลายท่านทำหน้าที่ “สื่อสารให้ข้อมูลความรู้กับประชาชนในบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์” แต่ก็เห็นว่าการจะสื่อสารก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะด้วยความที่สังคมมองผู้เล่าเรื่องหรือสื่อสารด้วยภาพลักษณ์ความเป็นแพทย์ ซึ่งมีความโน้มเอียงสูงที่คนจะให้ความเชื่อถือข้อมูลหรือสารที่ส่งออกมาอยู่แล้ว เพราะ “อาชีพแพทย์” มีสิ่งที่เรียกว่า “ทุนทางสังคม (Social Capital)” ซึ่งอาชีพอื่นไม่มี หรืออาจจะมี แต่ไม่มากเท่ากับคนที่เป็นหมอ ซึ่งต้องระวังกรณีเกินพอดี หรือเชิงพาณิชย์

สังคมเราไม่ได้มอบแค่เงินเดือนให้กับบางอาชีพ แต่ยังมอบฐานันดรพิเศษ หรือ Pillar of Trust ให้บางอาชีพด้วย เช่น ครู หรือแม้แต่หมอ เพราะอาชีพเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เปราะบางที่สุด นั่นก็คือชีวิต และจิตวิญญาณ จึงไม่ผิดที่สังคมจะให้ความเชื่อถือกลุ่มคนในอาชีพเหล่านี้มากเป็นพิเศษ” …นักวิชาการท่านเดิมระบุ

ดร.ยุคลวัชร์ นักวิชาการ มศว ยังย้ำถึง “ทุนทางสังคม” ที่สังคมได้มอบให้กับบางอาชีพ เช่น อาชีพแพทย์ มากกว่าอาชีพอื่น ๆ ว่า… สำหรับคนอาชีพหมอนั้น เมื่อมีคำนำหน้าด้วยคำนี้ ก็ ต้องตระหนักว่าสังคมให้ความไว้ใจและเชื่อใจแล้วกว่าครึ่งว่าข้อมูลที่พูดหรือถ่ายทอดออกมาต้องเป็นเรื่องจริงแน่ เพราะเชื่อว่าข้อมูลที่ออกมาต้องถูกคัดกรองแล้ว ด้วยเหตุนี้การที่หมอบางคนพูดถึงสินค้า หรือเชียร์สินค้าใดสินค้าหนึ่ง ทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม สังคมย่อมโน้มเอียงที่จะเชื่อเกินกว่าครึ่ง จึง ต้องบาลานซ์ให้ดี ๆ ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยไม่ทำให้คนสับสนในสถานะ…

เก่งสื่อสารเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่แค่เอาไว้ใช้ขายของ ต้องมีจริยธรรมกำกับ ยิ่งยุคนี้ความจริงถูกบิดเบือนง่าย สิ่งเดียวที่จะทำให้สังคมรอดคือความน่าเชื่อถือที่ตรวจสอบได้ และผู้บังคับใช้กฎหมายก็ควรบังคับใช้ทั่วถึง ไม่ใช่จับจ้องและบังคับเอาผิดเฉพาะผู้สื่อสารที่เป็นหมอเท่านั้น” …นี่เป็น “มุมน่าคิด” ที่นักวิชาการด้านการสื่อสารย้ำไว้

มุมวิเคราะห์นี้หมายถึงภาพรวมทั่วไป

หมออินฟลูฯ ไม่ผิด” แต่ “ก็ต้องระวัง”

ต้อ“ไม่เตลิดไปกับชื่อเสียงโซเชียล”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์