ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1899 ณ หมู่บ้านบากิซ ประเทศโปแลนด์ ริมฝั่งทะเลบอลติก เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝัน เมื่อจู่ๆ โลงศพไม้โอ๊คโบราณขนาดใหญ่ก็ร่วงลงมาจากหน้าผา
โลงศพนี้ทำขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้นที่ขุดภายในให้กลวงเพื่อบรรจุร่างของหญิงสาวคนหนึ่งพร้อมข้าวของเครื่องใช้ล้ำค่า ทั้งเข็มกลัดบรอนซ์ สร้อยคออำพัน และกำไลข้อมือ ร่างของเธอนอนอยู่บนผืนหนังอย่างดีโดยมีม้านั่งตัวเล็กวางอยู่ปลายเท้า นักโบราณคดีในยุคนั้นปักใจเชื่อว่าเธอต้องเป็นเจ้าหญิงหรือเป็นชนชั้นสูงจากวัฒนธรรมวีลบาร์ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางโบราณคดีที่สำคัญในยุคเหล็กช่วงจักรวรรดิโรมัน (Roman Iron Age) วัฒนธรรมนี้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของโปแลนด์ รวมถึงบางส่วนของเบลารุสและยูเครน ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 – 5
ต่อมา ได้มีการนำทั้งโลงและร่างของหญิงสาวไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ในเมืองใกล้ๆ จุดพบโลงและถูกโยกย้ายไปหลายแห่งเพื่อความปลอดภัยขณะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติชแชตซินแห่งโปแลนด์

ร่างของหญิงสาวในโลงศพซึ่งมีผู้ตั้งชื่อให้ว่า “เจ้าหญิงแห่งบากิซ” (Princess of Bagicz) เกือบจะถูกลืมเลือนไปจนกระทั่งเวลาเดินทางมาถึงทศวรรษที่ 1980 และเหล่านักโบราณคดีไปเจอโครงกระดูกพร้อมโลงศพและเครื่องประกอบพิธีศพของเธอจากคลังเก็บของของพิพิธภัณฑ์
ผลจากการตรวจสอบเมื่อไม่นานนี้พบว่า แม้โลงศพของหญิงสาวจะดูเหมือนถูกฝังแยกออกจากหลุมศพอื่น ๆ โดยเจตนา แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่ผู้ตายจะเป็นเจ้าหญิงหรือชนชั้นสูง เนื่องจากรูปแบบการฝังศพของเธอนั้นคล้ายคลึงกับหลุมศพอื่น ๆ จากยุคเหล็กช่วงจักรวรรดิโรมันในโปแลนด์มากเกินไป อีกทั้งสาเหตุที่โลงศพของเธอดูเหมือนถูกฝังแยกออกมานั้น ก็เเป็นเพราะโลงศพของเธอโผล่พ้นดินจากสภาพชายฝั่งที่โดนกัดเซาะ ซึ่งทำให้โลงศพอื่นๆ เสียหายและสูญหายไปตามกาลเวลา
อย่างไรก็ตาม ปริศนาเรื่องอายุของร่างหญิงสาวกลับสร้างความฉงนให้กับนักวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา เพราะผลการตรวจวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีที่ฟันของเธอบ่งบอกว่าศพนี้มีอายุเก่าแก่กว่าข้าวของเครื่องใช้ที่ฝังร่วมกันถึงหนึ่งร้อยปี
ดร. มาร์ตา ชเมียล-ชซาโนวสกา นักโบราณคดีผู้วิเคราะห์กรณีนี้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีการนับวงปีไม้แบบใหม่เพื่อพิสูจน์อายุของโลงศพไม้โอ๊คนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้รบกวนวัตถุน้อยที่สุด
ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Archaeometry เนื้อหาในรายงานได้พลิกความคาดหมายไปหลายประเด็น ผลจากการวิเคราะห์วงปีไม้พบว่าต้นโอ๊คนี้ถูกตัดในช่วงปี ค.ศ. 112 – 128 ซึ่งตรงกับอายุของเครื่องประดับที่พบในโลงพอดี
สำหรับประเด็นเรื่องฟันของเธอที่ตรวจแล้วดูแก่กว่าอายุจริงเป็นศตวรรษนั้น ทีมวิจัยอธิบายว่าอาจเกิดจาก “ปรากฏการณ์อ่างเก็บน้ำ” (Reservoir Effect) ที่ทำให้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีคลาดเคลื่อนจนออกมาแก่กว่าอายุจริง เนื่องจากการวิเคราะห์ไอโซโทปชี้ว่า หญิงสาวผู้นี้รับประทานโปรตีนจากปลาทะเลเป็นหลัก ซึ่งในน้ำทะเลมีระดับคาร์บอน-14 ต่ำกว่าปกติ ทำให้ผลการตรวจอายุอวัยวะออกมาคลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์สารสตรอนเชียมในฟันยังชี้ให้เห็นว่าเธออาจไม่ใช่คนท้องถิ่นแต่เดินทางมาจากดินแดนอื่น ซึ่งอาจกลายเป็นข้อมูลที่ช่วยเปิดประตูบานใหม่ให้นักวิจัยสามารถทำความเข้าใจเรื่องการอพยพย้ายถิ่นและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในยุโรปสมัยโบราณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่มา : popularmechanics.com
เครดิตภาพ : Wikipedia, Gemini generated.



