ในที่สุดประเทศไทยก็ได้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการวางแพลนเดินหน้าตั้งคณะรัฐมนตรีสีน้ำเงิน พร้อมปักหมุดทำงานแถลงนโยบายก่อนสงกรานต์

ด้วยเสียงโหวตแน่นๆ 293 เสียงจากสมาชิกผู้ลงคะแนนทั้งหมด 498 คน โดยพรรคประชาชนได้เสนอ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงชิงด้วย แต่ได้คะแนนเสียง 119 เสียง โดยมีเสียงพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยมาเติม แต่ก็มีงูเห่าสีส้มเลื้อยออกจากพรรคไปยกมือสนับสนุนให้ “อนุทิน” 

ส่วนจำนวนที่งดออกเสียง 86 เสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง  นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง รวมถึง 3 เสียง จาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่1และ 2   

หลังจากโหวตนายกฯเสร็จสิ้น “โสภณ” ชิงสั่งปิดประชุมสภา ทันที ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากพลพรรคฝ่ายค้านที่ขอเปิดประชุมต่อ เพราะต้องการเสนอญัตติด่วนหารือปัญหาพลังงานเรื่องน้ำมันแพง ซึ่งเป็นวิกฤติที่ประเทศและประชาชนกำลังเผชิญอยู่ แต่ถูกฝ่ายค้านซัด “โสภณ” ตระบัดสัตย์ ทั้งที่ตกลงกันแล้วแต่ไม่ทำตามที่พูดไว้ จนถูกมอง ว่า เป็นการปิดประตูใส่หน้าประชาชนที่ไม่เปิดเวทีสภา เพื่อให้ฝ่ายค้านได้สะท้อนถึงปัญหา เพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาของรัฐบาล

หากมองเกมในสภาแล้วถือว่า “ครูตุ๋ง พ่อใหญ่ เมืองบุรีรัมย์” ที่เขี้ยวลากดินอย่าง “โสภณ” เอาสถานการณ์ในสภาอยู่ และอ่านเกมทะลุ เพราะถ้าปล่อยให้พรรคฝ่ายค้าน ที่เตรียมโชว์ของสับรัฐบาล ได้โอกาสพูด ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ทันได้ทำงานก็โดนชำแหระ ถูกเปิดแผลก่อนเป็นรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์ ถูกดิสเครดิตลดความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาของประชาชนก็จะถูกลดทอนลงไปอีก

จะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคและทำให้การบริหารประเทศยากขึ้น ที่หวังอยู่ยาวครบเทอม 4 ปีก็จะเป็นไปได้ยากขึ้นไปอีก  

จึงถือว่าการชิงปิดเกมไม่ให้ฝ่ายค้านรุมถล่มกลางสภาฟรีๆ ในช่วงที่รัฐบาลยังทำงานไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ทรงการเมืองเรียกว่ามาเหนือชั้นและเก๋าเกมกว่ามาก

ทรงเข้มๆของ “ประธานสภา”เป็นการการันตี ว่า เวทีสภาอยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ตามที่ “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” วางหมากเอาไว้ให้เป็นคนคุมเกม เพราะ “ครูตุ๋ง-โสภณ” ตอบได้ทุกโจทย์ที่ “ครูใหญ่-เนวิน”ต้องการ

แต่เสียงที่แน่นๆที่หลายคนมองว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอม ในสภาพรัฐบาลผสมที่มี พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปร ก่อนหน้าเคยอยู่ร่วมกันมาแบบตบ จูบ และเคยถีบกัน ก็ให้เห็นมาแล้ว ภาพนั้นก็ยังมาเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลได้ทุกเมื่อ ถ้าการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว

ทรงทางการเมืองรู้ว่าพรรคภูมิใจไทย ยังคงมีพรรคสำรองรอเสียบไม่ต้องคิดไกล คือ พรรคกล้าธรรม ที่ทั้ง “อนุทิน”และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ต่างก็ออกมาเป่ามนต์ใส่กัน ว่า “เพื่อนกันไม่มีวันตาย”

แม้จะมีพรรคเล็กแหกมติพรรคอย่าง “ชัชวาล แพทยาไทย”  สส.ร้อยเอ็ด ไทยสร้างไทย  งดออกเสียงเหมือน พรรคกล้าธรรม แต่ก็มีงูเห่าสีส้มโผล่โหวตหนุนแทน ท่ามกลางกระแสเงินสะพัดหลัก 20 ล้านบาท

“เสี่ยหนู”ไม่รอช้าเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2/1 กางกฎเข้มชูจริยธรรมสูงใช้หลังพิงคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้ “นายกฯอนุทิน”ต้องโดนคดีติดบ่วง จริยธรรมจนตกม้าตายก่อนเวลา เหมือนกรณีที่ “เศรษฐา ทวีสิน”

แต่ “อนุทิน” ก็ยังมีรอยด่างที่ฝ่ายค้าน ทั้ง“มาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้เหตุผลที่ไม่สามารถเห็นชอบได้ให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯก็เพราะมีประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหาในการดำเนินการของสองหน่วยงานหลัก คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งอาจจะมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและผิดจริยธรรมร้ายแรงตามมาภายหลังได้ และเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของพี่น้องประชาชน กระทบความเชื่อมั่นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความสามารถในการหาบุคคลที่เหมาะสมกว่า

ซึ่งบุคคลที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นไปตามหลักการประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

แต่เมื่อมาดูหน้าตาครม.รัฐบาลสีน้ำเงิน จะประกอบไปด้วย รัฐมนตรีบ้านใหญ่ ที่รวบรวมจากพรรคอื่นเข้าพรรค รัฐมนตรีดรีมทีม รัฐมนตรีพวกลูกบังเกิดเกล้า ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่า การแจกเก้าอี้ให้พวกลูกบังเกิดกล้าเรียงแถวกันขึ้นเป็นรัฐมนตรี  จะเป็นเหมือนการเล่นขายของหรือไม่ เพราะประเทศไม่ใช่สนามเด็กเล่นหรือเป็นที่ทดลองงานของใคร

แต่การเกลี่ยรัฐมนตรีครั้งนี้ถือว่าลงตัว และถูกจับตามองมากที่สุด คือรัฐมนตรีดรีมทีม ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์”  ที่หลายคนมองว่ามีแต่ภาพสวยหรูทำงานไม่เป็น สวยแต่รูปจบไม่หอม ถึงเวลาจะได้พิสูจน์ฝีมืออีกไม่น่าก็จะรู้ว่าของจริงหรือของเก๊

โดยเฉพาะ “ศุภจี” ว่าที่รมว.พาณิชย์ ที่ต้องเจอกับโจทย์ข้าวยากหมากแพง เพราะเจอวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนประชาชนตื่นตระหนก ผ่านไป 2 สัปดาห์ไม่สามารถสยบความแตกตื่นของประชาชนได้  ท่ามกลางข้อครหาการกักตุนน้ำมัน

การแก้โจทย์ครั้งนี้ของรัฐมนตรีดรีมทีมถือว่ายังไม่ผ่าน นี่ยังไม่รวมกับโจทย์ร้อนรอแรงกระแทกอยู่ข้างหน้า ทั้งเรื่องข้าวอยากหมากแพง วัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ ปุ๋ยขาดตลาด สินค้าแพงแบบพุ่งๆ ประชาชนส่อเค้าอยู่ยากขึ้นทุกวัน แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการทำคนไทยอยู่ลำบาก

ท่ามกลางโจทย์ร้อนของรัฐบาลสีน้ำเงิน ก็ยังมีคดีที่ถูกจับตามอง ได้แก่ คดีที่ดินเขากระโดง คดีรันเวย์วีไอพีที่ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และคดีฮั้ว สว. ฐานความผิดอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งมีชื่อของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกว่า 10 คน

ล่าสุดต้องลุ้นกับระเบิดเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยกรณีกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่งบาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่

ซึ่งจะกลายเป็นแรงเขย่าให้รัฐบาลต้องสะดุดตกสวรรค์หรือไม่ ขนาดรัฐบาลยังไม่ได้เริ่มงานเต็มรูปแบบ ก็มีโจทย์ร้อนรอรับน้องอยู่เป็นกระบุงโกย และการเดินหน้าประชานิยมแบบพลัสก็ขอให้ระวัง เพราะไม่อาจตอบโจทย์ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส ควรหันมาดูโครงการพุ่งเป้าให้ตรงจุดโดยเฉพาะการแจกคูปองน่าจะทำได้ดีกว่า

เสียงโหวตเป็นการการันตีให้เป็นจุดเริ่มต้นให้รัฐบาลสีน้ำเงินเดินหน้า แต่จะไปต่อสั้นหรือยาวแค่ไหนขึ้นอยู่กับการรักษาดุลอำนาจ เพราะเกมการเมืองไม่มีคำว่าแน่นอน

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่