มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.อนุทิน 2) แล้ว ไทม์ไลน์ต่อไป ในวันที่ 6เม.ย.นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะนำครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และกลับมาประชุมครม.นัดพิเศษ  ก่อนจะมีการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เม.ย.นอกจากนี้จะหารือมาตรการรองรับจากสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ตอนนี้ประชาชนตั้งหน้าตั้งตารอความหวัง

สำหรับคำแถลงนโยบายที่เตรียมไว้ จะมีทั้งสิ้นประมาณ 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ 1.นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง 2.นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3.นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ 4.นโยบายอุตสาหกรรม เพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม 

แต่ยังไม่ทันออกตัวเต็มสปีด “ครม.หนู 2” ก็ต้องเผชิญแรงกระแทกทางการเมืองทันที เมื่อ “นายกฯหนู”เลือกใช้เกมดราม่าลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมันแบบไม่แจ้งล่วงหน้า หวังสร้างภาพเชิงรุก แต่กลับถูกมองว่าเป็นเพียงการแสดงบทบาท กลบปัญหาที่แท้จริง เพราะตลอด 1 เดือนเต็มของวิกฤติน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชาชนยังไม่เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” มีเพียงความสับสนและความไม่มั่นใจที่เพิ่มขึ้น

และในหัวประชาชนกับมีแต่เสียง คำว่า “ไอ้โม่ง” ที่โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ออกมาพูดว่า มีจะแก้ผ้าดูที่ละคน ใครเป็นคนกักตุนน้ำมัน ใครที่โกหก โดยจะไล่ถามตั้งแต่ โรงกลั่น ผู้ประกอบการ ขนส่ง และจ๊อบเบอร์ เอาเข้าเครื่องจับเท็จทุกคน แต่กลับไม่มีอะไรในกอไผ่

แถม “นายกฯหนู” กลับมาชี้หน้าด่าประชาชน คนที่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์น้ำมันจะหมดไม่มีน้ำมันใช้ จนแห่กันมาเก็บกักตุน จึงเกิดภาพโกลาหลมีประชาชนต้องมาต่อคิวยาวเหยียดเป็นกิโลเพื่อเติมน้ำมัน ทำให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนายกฯไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง 

ได้แต่เพิ่มความดราม่าได้อีก ล่าสุด ด่าแรง “เลว”ซัดคนขายชาติ ลักลอบค้าน้ำมันให้กัมพูชา ชี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สั่งเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเร่งล่าตัวชี้พวกทำเป็นรูปแบบของบริษัท ต้องรอดูว่าของขึ้นขนาดนี้จะจับใครได้ไหม

ทั้งที่จริงคนเป็นนายกรัฐมนตรีควรนั่งแก้ปัญหาประชาชนต้องวางยุทธศาสตร์ ชี้ทิศทางกับการแก้ปัญหาให้ชัดเจนให้ทันกับสถานการณ์ ไม่ใช่แก้ปัญหาตามสถานการณ์

อย่างการทำงานของ “พิพัฒน์” ที่ “นายกฯหนู” ตั้งขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) ถือว่าเป็นการตั้งคนผิด เพราะ”โกเกี๊ยะ” เป็นคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจน้ำมัน การเอาเจ้าของปั้มมาแก้ปัญหา จึงมีภาพติดลบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งการแก้ของรัฐบาลมีแต่ความสะเปะสะปะ สับสนอลหม่าน จึงเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของ “รัฐบาลอนุทิน” จนกลายเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า สวนทุกดอกที่มีความเห็นต่าง

การที่ชอบออกมาพูดแต่ไม่เป็นผล จะกลายเป็นเพียงแค่ลมปาก เวลานี้ประชาชนต้องการให้รัฐบาลนำเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยภาพที่ชัดเจน ว่า ประชาชนคนไทยมีความหวังไม่ได้ถูกโดดเดียวปล่อยให้สู้เพียงลำพัง รวยไม่ไหวคงพูดได้แค่คนของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” แต่ประชาชนถูกลอยแพ 

สัปดาห์ก่อนสส.เปิดเวทีสภาถกพลังงาน แต่รัฐบาลกับเป็นการปิดหู ปิดตาไม่รับฟังการสื่อสาร การบริหารจัดการของรัฐบาลเองก็เป็นอาการที่ง่อยเปลี้ย 

แถม“โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา”โฆกษกศบก.ป้ายแดง ไฟแรง ออกมาบอกว่า จะขึ้นน้ำมันกลางดึก แต่ชิงเป็นคนบอกว่า จะขึ้นก่อน 2 ทุ่มยังไม่รวมความผิดพลาดด้านการสื่อสาร เป็นจุดบั่นทอนความเชื่อมั่น แต่ยังกลายเป็นชนวนเร่งให้ศรัทธารัฐบาล “ลดฮวบ” ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงานเต็มตัว 

ภาพรวมการทำงานจึงถูกมองว่า “สะเปะสะปะ สับสน และตั้งรับไม่ทันเกม” กลายเป็นรัฐบาลที่สื่อสารมาก แต่แก้ปัญหาไม่ตรงจุดอีกทั้งกลุ่มม็อบแต่ละสาขาอาชีพ ที่ได้รับแรงกระแทก กำลังซอยเท้าลงถนนบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟรัฐบาลจะไม่มีทางเดิน

ท่ามกลางแรงกดดันนี้ “ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ กลายเป็นความหวังล่าสุด เมื่อออกมาประกาศ “ทุบโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ” ไล่ตั้งแต่ค่าการกลั่น จ๊อบเบอร์ ไปจนถึงขบวนการลักลอบส่งออก

พร้อมเปิดปฏิบัติการ “สุดซอย สุดถัง” ล่าตัว “ไอ้โม่ง” ที่แสวงหากำไรจากวิกฤติประชาชน

การแก้ปัญหาสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง ครั้งนี้รัฐมนตรี “ขิง”ต้อง “สวมหัวใจสิงห์-เล่นบทบู้” เพราะรู้ว่าต้องเจอกับแรงกระแทกของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ เบื้องต้นได้หารือกับ “นายกฯหนู”เกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาพลังงานแล้ว และยืนยันชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารอย่างแน่นอน 

แม้ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเต็มตัว แต่การแสดงท่าทีเชิงรุก ก็พอจะ “ฮีลใจ” ประชาชนได้บางส่วน โดยเฉพาะการชูแนวคิดตั้งคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ และการคุมค่าไฟไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย ผ่านการทบทวนงบลงทุนของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งอาจช่วยชะลอแรงกระแทกค่าครองชีพได้

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังเป็นเพียง “คำพูด” ที่ต้องรอพิสูจน์ในทางปฏิบัติ

เพราะในโลกความจริงของการเมือง “ลมปาก” อาจสร้างความหวังได้เพียงชั่วคราว แต่หากไร้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ก็พร้อมจะกลายเป็น “พายุ” ที่ย้อนกลับมาทำลายรัฐบาลได้ทุกเมื่อ

ประชาชนหวังว่าเมื่อรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่โดยมีอำนาจเต็มมือแล้ว “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องรีบเคลียร์ความรู้สึกประชาชนด่วนๆ อย่าให้สิ่งที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ลมปาก

หาก “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่น พร้อมวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาอย่างชัดเจนปลายทางอาจไม่ใช่แค่ “ศรัทธาที่หายไป” แต่คือ “เสถียรภาพรัฐบาล” ที่สั่นคลอนตั้งแต่ยังไม่ทันออกตัว


คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่