เปิดฉากฟาดแข้งไปแล้ว สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2026 มหกรรมกีฬายิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นทุก ๆ
4
ปีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่ในครั้งนี้สำหรับเราชาวไทยต้องบอกว่าลุ้นเหนื่อย เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าจะได้ดูถ่ายทอดสดแบบถูกลิขสิทธิ์ ก็ล่วงเลยเข้ามาถึงวันสุดท้ายก่อนเปิดฉากการแข่งขันไม่กี่ชั่วโมง และกลายเป็นชาติสุดท้ายในอาเซียนที่ปิดดีลลิขสิทธิ์สำเร็จ 

ดูแล้วก็น่าน้อยใจแทนคอบอล ทั้งที่บ้านเราถือเป็นเมืองที่คนดูฟุตบอลเป็นกีฬาระดับต้น ๆ ของประเทศ แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจไยดีเสียเลย ที่สำคัญศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ยังถือว่าจัดใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมีเจ้าภาพร่วมถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก กระจายแข่งขันถึง 16 เมืองทั่วทวีปอเมริกาเหนือ  พร้อมกับขยายทีมเข้าแข่งขันรอบสุดท้ายจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้มีจำนวนแมตช์แข่งขันเพิ่มเกือบเท่าตัว จาก 64 นัด เพิ่มเป็น 104 นัด กินระยะเวลาแข่งขันมากกว่า 1 เดือนทีเดียว

นอกจากนี้ ในมุมมองเชิงกีฬาแล้ว การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังมีมูลค่าพุ่งสูงกว่าครั้งไหน ๆ โดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟา ประเมินว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างรายได้รวมโดยตรงสูงถึงราว 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่า 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของการแข่งขันอย่างเดียวจะทำรายได้ได้ถึง 8,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันครั้งก่อนที่กาตาร์ และมากกว่า 2 เท่าของรายได้ช่วงปี 58-61 

สำหรับรายได้ก้อนใหญ่สุดมาจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินบาทก็ 127,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วที่ทำได้ 111,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากสปอนเซอร์ตกอยู่ที่ 1,800 ล้านดอลลาร์ ไม่นับรวมถึงรายได้จากการขายบัตรเข้าชมรวมกับบริการต่าง ๆ และการขายของที่ระลึกต่าง ๆ อีกกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ปีนี้ยังพบว่าราคาตั๋วเข้าชมก็ไม่ธรรมดา แพงเป็นพิเศษ อย่างสำนักข่าวอัลจาซีรา เคยรายงานว่า ตั๋วที่นั่งโซนบนสุดในช่วงแข่งขันรอบแรกบางนัด เริ่มต้นเกิน 800 ดอลลาร์ต่อใบ ขณะที่ตั๋วรอบชิงชนะเลิศเริ่มต้นที่ 9,200 ดอลลาร์สหรัฐ และบางที่นั่งพุ่งสูงไปถึง 43,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยก็ 1.5-3 ล้านบาททีเดียว จึงไม่แปลกที่ฟีฟาจะประเมินว่าการแข่งขันครั้งนี้จะส่งผลต่อจีดีพีโลกเพิ่มขึ้นถึง 40,900 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินหมุนเวียนกว่า 1.2-1.3 ล้านล้านบาท 

เมื่อมองดูภาพใหญ่ของศึกเวิลด์คัพครั้งนี้ ต้องบอกว่าน่าจะคึกคักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่หากมองกลับมาดูที่ประเทศ ไทย กลับไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,200 คน ซึ่งเสียงสะท้อนออกมาชัดว่า ฟุตบอลโลกปีนี้คึกคักน้อยกว่าที่ผ่านมา โดยประเมินตัวเลขเงินสะพัดไว้ที่ 68,635 ล้านบาทลดลงจากบอลยูโร 2024 ถึง 21.7% ทั้งที่บอลยูโรนั้นปกติถือว่าเป็นรายการแข่งขันที่เล็กกว่าบอลโลก แต่กลับสร้างเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจได้มากกว่า  

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น  ตัวเลขเงิน 68,635 ล้านบาทที่ว่า เมื่อลงลึกไปกลับพบว่า เป็นเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง ๆ เพียงแค่ 21,061 ล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือ 47,574 ล้านบาท เป็นเงินที่วนเวียนอยู่ในวงการพนัน ซึ่งเป็นเงินนอกระบบเศรษฐกิจ โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัยประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ มองว่า หากไม่มีการถ่ายทอดสดเงินที่หมุนในระบบเศรษฐกิจจริงอาจติดลบถึง 39.4% นั่นหมายความว่าการที่เอกชนวิ่งปิดดีลลิขสิทธิ์ได้ทันวินาทีสุดท้ายในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเข้ามาช่วยเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อยจริง ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีซะทีเดียว เพราะความล่าช้าของการซื้อลิขสิทธิ์ก็สร้างความเสียหายในแง่ของโอกาสทางธุรกิจ  การทำตลาดล่วงหน้าไปไม่น้อยเช่นกัน  

นอกจากตัวเลขผลสำรวจการใช้จ่าย และเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจแล้ว ภาพหนึ่งที่สะท้อนความเงียบเหงาในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เมื่อเทียบกับในอดีตได้ดี ก็คือการแข่งขันกันทำตลาดของผู้ประกอบการต่าง ๆ หากย้อนกลับไปอดีตเมื่อ 10-20 ปีก่อน ทุกครั้งที่ฟุตบอลโลกมาถึง สินค้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมขบเคี้ยว ฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหาร รถยนต์ รถจักรยานยนต์ น้ำมัน หรือแม้แต่ผงซักฟอก จะต้องโหนกระแสฟุตบอลโลก แข่งกันแย่งกันทำการตลาดกันอย่างคึกคักทั้งทางตรงและทางอ้อม บางครั้งยังมีการโหมโรงล่วงหน้ากันหลายเดือน สร้างสีสัน บรรยากาศในไทย จนมีคำพูดฮิตติดปากกันว่า เวิลด์คัพ ฟีเวอร์

 หรือในฝั่งเครื่องใช้ไฟฟ้า จะมีเพียงกลุ่มโทรทัศน์ที่ออกโปรโมชันลดราคา หลายยี่ห้อลดราคา 40-50% พร้อมโปรแกรมผ่อนยาวพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมาในช่วงฟุตบอลโลก คือช่วงเวลาที่คนไทยเปลี่ยนทีวีใหม่มากที่สุด ขณะที่อุปกรณ์กีฬาอย่าง
ไนกี้ ก็ดึง คริสเตียโน โรนัลโด, ฮาแลนด์  เหล่านี้เป็นภาพของแบรนด์ใหญ่ระดับโลกที่ยังใช้ฟุตบอลโลกเป็นจุดขายในการ
ช่วงชิงทำการตลาด

แต่กลับกันชัด ๆ เพราะในภาพทางด้านการตลาดในปีนี้  กลับพบว่าในมุมของการตลาดส่วนใหญ่กลับไม่มีให้เห็นมากนัก จะเห็นแค่ธุรกิจแบรนด์ข้ามชาติใหญ่ที่ใช้ฟุตบอลโลกมาโฆษณา หรือทำสปอร์ตมาร์เกตติ้งกันเท่านั้น อาทิ แมคโดนัลด์ที่ออกแก้วสะสม 9 แบบดึงแฟนบอลเข้าร้าน หรือเป๊ปซี่ที่ดึง เดวิด เบคแคม โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และซูเปอร์สตาร์อื่นมาสร้างกระแส ขณะที่โคคา-โคล่าก็เปิดตัวแคมเปญพร้อมแจกรางวัลมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท หรือเครื่องดื่มบางราย ก็ดึง เออร์ลิง ฮาแลนด์ มาฉลองครบ 40 ปีสปอนเซอร์ฟุตบอลโลก

แต่ในทางกลับกันหากมองไปที่แบรนด์สินค้าของไทยจริง ๆ กลับดูเงียบเหงาอย่างสิ้นเชิง แทบไม่มีการทำสปอร์ตมาร์เกตติ้ง หรือแคมเปญอะไรที่เกี่ยวกับฟุตบอลโลกออกมาให้เห็นชัดเจน อย่างในอดีต แบรนด์ดังอย่าง “แอโร่ซอฟ” แบรนด์รองเท้าชื่อดังขวัญใจบรรดาคอบอลทุกยุคทุกสมัยก็ยังไม่มีแคมเปญอะไรออกมาให้เห็นในปีนี้

คำถามคือทำไม? การแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ถึงกลายเป็นว่าไร้มนต์ขลังต่อเศรษฐกิจไทยเช่นนี้!

หากจะเจาะให้เห็นถึงปัญหา และต้นเหตุ ก็น่าจะมีอยู่ในหลายด้านหลายประการ ไม่น้อย โดยเฉพาะการทับซ้อนกันอยู่ ปัจจัยแรก! ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ  ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน ตั้งแต่วิกฤติโควิด ซึ่งต้องเผชิญค่าครองชีพสูง หนี้ท่วมหัว ทำให้อารมณ์การเฉลิมฉลอง หรืออยากจะอัปเกรดโทรทัศน์ใหม่ หรือนัดไปปาร์ตี้ดูฟุตบอลโลกนั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด บรรดามนุษย์เงินเดือนคนทำงานหลาย ๆ คนพูดตรงกันว่า…ขอเก็บเงินไว้รอจ่ายค่าน้ำค่าไฟก่อนดีกว่า แทนที่จะซื้อทีวีจอใหม่ไว้ดูฟุตบอลโลก

ปัจจัยต่อมา…คือเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ล่าช้า เพราะการที่ไม่รู้ว่าจะได้ดูถ่ายทอดสดจริง ๆ หรือเปล่า ทำให้แบรนด์สินค้าไทยไม่กล้าทุ่มงบโฆษณาโปรโมตสินค้าล่วงหน้า เพราะถ้าจ่ายเงินทำแคมเปญไปแล้วแต่ปรากฏว่าเมืองไทยไม่มีการถ่ายทอด ก็เท่ากับเสียเงินเปล่า!

ด้วยมูลเหตุแห่งความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้กระแสตลาดเงียบผิดปกติ  ซึ่งปกติแล้วแบรนด์ต่าง ๆ จะต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน ประกอบกับครั้งนี้ การที่ผู้ได้ลิขสิทธิ์มา แม้จะถ่ายทอดทุกนัดก็จริง แต่ก็อยู่ในวงจำกัดผ่านแอปพลิเคชัน หรือไม่ใช่ฟรีทีวีครบทุกคู่ โดยเลือกถ่ายทอดสดบางนัด ก็ทำให้กระแสการตั้งตารอดูมหกรรมการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญของมวลมนุษยชาติ อย่างฟุตบอลโลกของคนไทย ก็หมดความสำคัญ ก็ตกลงไปไม่น้อย

อีกประเด็นสำคัญ คือ ระยะเวลาการแข่งขันบอลโลกปีนี้ ไม่เอื้ออำนวยต่อคนไทย ด้วยความแตกต่างโซนเวลาระหว่างไทยกับอเมริกาเหนือกว่าครึ่งวัน แมตช์ส่วนใหญ่ถ่ายทอดช่วงเที่ยงคืน ตี 1 ถึงตี 5 หรือไม่ก็เริ่มเช้าตรู่ก่อนไปทำงาน ทำให้ความสนใจติดตามเชียร์ฟุตบอลเป็นไปได้น้อย  สอดคล้องกับข้อมูลจากหอการค้าไทยระบุว่า ในวันธรรมดาคนดูบอลโลกมากที่สุดในช่วง 23.00-00.00 .  และหลังจากนั้นตัวเลขผู้ชมก็จะลดลงเรื่อย ๆ

ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ 68.4% วางแผนเลือกดูถ่ายทอดสดเฉพาะนัดสำคัญ แล้วค่อยดูย้อนหลังนัดอื่น และอีก 19.5% บอกว่าจะดูแต่ไฮไลต์เป็นหลัก มีแค่ 10% เท่านั้นที่บอกว่าจะดูสดทุกนัดแม้จะต้องตื่นดึก ดังนั้น ด้วยเวลาที่ห่างกันมากขนาดนี้ ส่งผลโดยตรงต่อแคมเปญโฆษณาด้วย เพราะช่วงโฆษณาระหว่างการแข่งขันที่ดึกมาก ๆ ย่อมไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

อีกเหตุผลสำคัญ คือความเข้มงวดด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันใครจะนำฟุตบอลโลกไปใช้โปรโมตสินค้าไม่ง่ายเหมือนเก่า  โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกมาแจ้งเตือน และกวดขันการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น  โดยไม่ให้นำสินค้าที่นำเครื่องหมายการค้า ชื่อ สัญลักษณ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2026 ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเป็น ฟีฟา เสื้อฟุตบอลทีมชาติสินค้าที่ระลึก สินค้าแฟชั่นและของสะสม หรือ…แม้แต่ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ ที่พัก โรงแรม และสถานประกอบการ ที่แม้จะเสียเงินซื้อแพ็กเกจถ่ายทอดสดอย่างถูกต้องไปแล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขเคร่งครัด เช่น ห้ามเก็บค่าบัตรหรือค่าเข้าชมใด ๆ เพิ่มเติม ห้ามมีสปอนเซอร์หรือผู้สนับสนุนภายนอกเข้ามาร่วมจัดกิจกรรม และงดใช้ชื่อเครื่องหมายการค้า โลโก้ สัญลักษณ์หรือองค์ประกอบอื่นที่สื่อถึงฟุตบอลโลก 2026 รวมถึงสปอนเซอร์ต่าง ๆ ในสื่อประชาสัมพันธ์ของสถานประกอบการ เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังห้ามนำสัญญาณการถ่ายทอดสดไปใช้หรือเผยแพร่ต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ได้รับสิทธิ ห้ามบันทึกการแข่งขัน ห้ามดัดแปลง เผยแพร่ซ้ำเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแม้แต่สื่อมวลชนเอง ยังไม่สามารถนำภาพเคลื่อนไหวไปนำเสนอข่าวได้ด้วย เพราะถือผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537  โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ปัจจัยถัดมาเป็นเหตุผลทางฟุตบอล อย่างที่ทราบว่า การแข่งขันรอบนี้ทางฟีฟามีการยกเครื่องใหญ่ ขยายเป็น 48 ทีม
แม้ฟังแล้วดูดี แต่บางทีก็เป็นเหมือนดาบสองคม  เพราะสำหรับคอบอลตัวจริง กลับมองว่าเป็นการด้อยค่าบอลโลก ทำให้ความน่าสนใจเจือจางลง โดยเฉพาะช่วงรอบแรก ๆ ที่มีหลายทีมที่ใครต่อใครไม่รู้จัก และฝีเท้าห่างชั้นกันมาก บางแมตช์แทบไม่เหลือความตื่นเต้นเร้าใจ  อาจไปรอดูจริง ๆ ก็เมื่อเข้าสู่รอบ 32 ทีมแล้วแทน จึงสะท้อนว่าการมีแมตช์ปริมาณมาก ๆ ถึง 104 นัด ไม่ตอบโจทย์คอบอลตัวจริงเท่าไรนัก

นอกจากนี้ พฤติกรรมของแฟนบอลก็เปลี่ยนไปจากยุคก่อน เพราะสมัยก่อนวิธีการดูบอลโลก คือทุกคนต้องนั่งหน้าจอทีวี เชียร์ไปพร้อม ๆ กันในครอบครัวหรือหมู่เพื่อน บรรยากาศแบบนั้นมันก่อให้เกิดกระแสความตื่นเต้น แต่ทว่าในตอนนี้ผลสำรวจกว่า 37.5% ของหอการค้า ระบุว่าขอดูบอลผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนคนดูทีวีในบ้านเหลือแค่  34.2% ซึ่งการดูบอลคนเดียวผ่านมือถือ นอนหนุนหมอนบนเตียง มันไม่สร้างกระแสการกิน การดื่ม การอุปโภคบริโภคในระบบเศรษฐกิจเท่าไร เมื่อเทียบกับการนัดเชียร์บอลในร้านอาหาร ผับบาร์

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น! คือแม้การแข่งขันบอลโลกในปีนี้จะเงียบเหงากว่าปกติ แต่เงินหมุนเวียนในวงการพนันยังคงสูงมากถึง 47,574 ล้านบาท โดยคิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของเงินสะพัดโดยรวม ซึ่งหอการค้าไทยระบุ การพนันครั้งนี้แม้จะมีมูลค่าเงินต่ำสุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่บอลโลก 57 ซึ่งอาจฟังดูดี แต่ก็เบาใจไม่ได้เช่นกัน

เพราะ…ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ บอกว่ามีคนรู้จักที่เล่นพนันบอล และมองว่าการเข้าถึงการพนันในปัจจุบันนั้นเข้าถึงง่ายกว่าเก่า  โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์  แอปพลิเคชัน และการพนันออนไลน์ได้เลย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเงินที่ใช้เล่นพนันส่วนใหญ่ก็มาจากเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำ รวมถึงเงินออม นั่นหมายความว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวิกฤติแบบนี้ อาจถูกการพนันซ้ำเติมให้มีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังเพิ่มขึ้นได้อีก หากมีการเล่นแล้วเสียขึ้นมา ผลกระทบที่ตามมาเป็นลูกโซ่จากนั้น  คือ การพนันอาจก่อให้เกิดหนี้สินล้นพ้นตัว ปัญหาอาชญากรรม  การโจรกรรม ตลอดจนประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนของเด็กเยาวชนที่ลดน้อยถอยลง เนื่องจากการอดนอน 

ดังนั้นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจไทยจากศึกฟุตบอลโลกในรอบนี้ ได้สร้างภาพสะท้อนที่น่ากังวลใจ ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทยไม่น้อย เพราะขนาดมีบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก แถมมีเงินจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาคอยแจกรัว ๆ ในช่วงนี้ แต่แทนที่จะช่วยปลุกเศรษฐกิจให้คึกคัก สร้างเงินใช้จ่ายหมุนเวียนเต็มที่ แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยยังมีอาการสะลึมสะลือ ไม่ตื่นตัว ไปไหนมาไหนสุดจะเงียบเหงา เหมือนผู้ป่วยติดเตียง จึงกลายเป็นการบ้านกองใหญ่ให้รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ ต้องขบคิดทบทวนให้หนักขึ้นว่า จะทำอย่างไร? เพื่อกอบกู้ให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง!.