แต่เนื่องด้วยกฎหมายเพิ่งปรับปรุงและใช้ไม่นาน ทางมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วย สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถือโอกาสจัดกิจกรรมรณรงค์ “ร่วมสร้างสังคมปลอดภัย เคารพกฎหมาย ไม่ขายเหล้าให้เด็กและคนเมา”

โดย น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เผยพบข้อมูลความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปี 2564 ที่สูงถึง 165,450.5 ล้านบาท คิดเป็น 1.02% ของ GDP โดยมีต้นทุนทางสังคมเฉลี่ยจากนักดื่ม 1 คน สูงถึง 498,196 บาท โดยเฉพาะนักดื่มชายสูงถึง 721,344 บาท และพบว่าคนไทยเกือบ 80% เคยได้รับผลกระทบทางร่างกาย จิตใจ หรือครอบครัวจากการดื่มของผู้อื่น
ดังนั้น สสส. จึงร่วมกับ กทม. และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมรณรงค์ร่วมสร้างสังคมปลอดภัย เคารพกฎหมาย ไม่
ขายเหล้าให้เด็กและคนเมา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อ พ.ร.บ.ควบคุมเหล้าฉบับใหม่นี้ให้แก่ 50 สำนักงานเขตของ กทม. นำไปสร้างกระแสปฏิเสธการจำหน่ายสุราแก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่มีอาการมึนเมาอย่างจริงจัง
“มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่าสมองเด็กต้องได้รับการพัฒนา โดยอายุ 20 ปีคือเกณฑ์ขั้นต่ำที่สมองพัฒนา
ใกล้สมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องการคิด การยับยั้งชั่งใจ และการใช้เหตุผล ประเทศไทยจึงยึดเกณฑ์ขั้นต่ำนี้มากำหนดไม่ขายเหล้าให้คนอายุต่ำกว่า 20 ปี และคนเมา”

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่ให้ผู้ประกอบการทำเรื่องเหล่านี้เท่านั้น แต่เรายังต้องการให้ผู้ไปใช้บริการ หรือผู้ซื้อให้ความร่วมมือด้วย ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน หากมีการขอตรวจบัตรประชาชน ก็ขอให้รู้ว่านั่นเพราะเราต้องการเซฟสมองเด็ก หรือคนเมา เพราะเราต้องการสร้างความปลอดภัยให้ทุกฝ่าย
นายไพฑูรย์ งามมุข รอง ผอ.สำนักอนามัย กทม. ระบุว่า พ.ร.บ.นี้เจตนาก็เพื่อป้องกัน และลดผลกระทบที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การคุ้มครองเด็ก เยาวชนไม่ให้เป็นนักดื่มหน้าใหม่ และคุ้มครองสุขภาพของประชาชน จึงกำหนดกรอบกติกาชัดเจน เพื่อปกป้องชีวิตและสร้างสังคมที่ปลอดภัย ซึ่งยืนยันว่า กทม.ทั้ง 50 เขตพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องมีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความปลอดภัยให้สังคม เพิ่มความ
รับผิดชอบให้สูงขึ้น

นายไพฑูรย์ ยังได้หยิบยกเหตุสะเทือนขวัญไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมากว่าตนไม่อยากให้เกิดซ้ำรอยเหตุการณ์ แล้วเจ้าหน้าที่ต้องเจอโทษผิดอาญามาตรา 157 ดังนั้นเวลาตรวจสอบสถานที่พบจุดที่ต้องแก้ไขแล้วให้เพียงคำแนะนำอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าผู้ประกอบการไม่ดำเนินการแก้ไข มุมมองทางกฎหมายถือว่า “เป็นการละเว้นที่ไม่ได้ใช้อำนาจที่มีความเข้มแข็งสูงสุด” เข้าข่ายผิดมาตรา 157 จึงให้ใช้เป็นอุทาหรณ์ เมื่อเจอการกระทำที่ไม่ถูกต้อง นอกจากแนะนำแล้ว ต้องมีการส่งเรื่องถึง ผอ.เขตเพื่อเอาผิดตามกฎหมาย นี่จึงไม่ถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่
มาที่ น.ส.ชนกธิดา ศิริวัตร รอง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มาสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข ปี 2568 โดยระบุว่า แม้ว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2568 แต่ยังใช้ฉบับปี 2551 ควบคู่ไปด้วย ซึ่งมาตรการหลักๆ “สถานที่ห้ามขาย ห้ามดื่ม” กฎหมายยังคงห้ามไว้ คือ วัด โรงพยาบาล สถานศึกษา สวนสาธารณะ หอพัก ที่กำหนดในกฎหมายแม่บท ส่วนที่กำหนดในกฎหมายลำดับรอง อาทิ บนทาง หรือรถ รถไฟ ท่าเรือโดยสารสาธารณะ สถานีขนส่ง พื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน และพื้นที่ในการกำกับดูแล เป็นต้น ส่วนการจัดเลี้ยงตามประเพณี ในสถานที่ราชการ สถานศึกษา เป็นสถานที่ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่มี 2 ประเพณีที่ทำได้ คือ การจัดเลี้ยงในพิธีแต่งงาน และการจัดเลี้ยงตามประเพณีทางการทูต เท่านั้น

“วันและเวลาขาย” ฉบับปี 2568 ยังกำหนดห้ามขายใน 5 วันพระใหญ่ ยกเว้นการขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินระหว่างประเทศ ก็คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และการขายในสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติ มีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกัน
“ช่วงเวลาขาย” เดิมห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00-24.00 น. ปัจจุบันให้สามารถขายได้ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. ส่วน “ช่วงเวลาดื่ม” กฎหมายยกให้สามารถนั่งดื่มต่อได้อีกไม่เกิน 1 ชั่วโมง นับแต่เริ่มต้นเวลาห้ามขาย ฝ่าฝืนมีโทษทั้งคนขาย คนดื่ม ส่วน“อายุและอาการของผู้ซื้อ” ห้ามขายให้คนอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ กับผู้ที่มีอาการมึนเมา ซึ่งมี 3 ท่า คือ ท่าแตะจมูกตัวเอง การเดินต่อเท้า และการยืนขาเดียวแล้วนับเลข
สำหรับวิธีการขายที่มีการเปลี่ยนแปลง เดิมไม่อนุญาตให้ขายผ่านเครื่องขายอัตโนมัติ กฎหมายใหม่ก็ให้ขายได้ แต่ต้องเป็นเครื่องที่สามารถยืนยันตัวตนผู้ซื้อได้โดยเครื่องอาจต้องสามารถเสียบบัตรประชาชน สแกนใบหน้า ตรวจอาการมึนเมาได้ อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ยังต้องรอกฎหมายลำดับรอง ขณะที่การ “โฆษณา” ปี 2568 มี5 มาตรา ที่ควบคุมเข้มข้น และอยู่ระหว่างออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับตามมา
เอาเป็นว่า งัดข้อกฎหมายมาย่อยให้เข้าใจง่าย ๆ แถมเดินรณรงค์ แจกสื่อประชาสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง เหลือก็แต่ ’มนุษย์“ ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายสร้างสังคมที่ปลอดภัยกับทุกฝ่าย.
อภิวรรณ เสาเวียง


