โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของวัคซีนต่ำ หรือบางกรณีเป็นเพราะภูมิคุ้มกันลดลงตามระยะเวลา ดังนั้น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขวิจัยเรื่อง “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” เพื่อหามาตรการให้วัคซีนในคนไทยที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม สู่การกวาดล้างโรคหัด และหัดเยอรมันอย่างยั่งยืน

โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเด็กเล็กและประชากรที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ ทั้ง ๆ ที่การรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เพียงพอนั้นทำได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งต้องยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะดำเนินการฉีดวัคซีนมาอย่างต่อเนื่องก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้ สวรส. จึงสนับสนุนงานวิจัยเรื่องการประเมินและปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย เพื่อกำจัดโรคหัดให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน
งานวิจัยชิ้นนี้ จะช่วยให้เห็น “ช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด” ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น โดยจากการศึกษาตัวอย่างซีรัม 3,675 ตัวอย่าง พบความชุกของคนมีภูมิคุ้มกันรวม 61.3% และกลุ่มที่เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันชัดเจนสุดคือกลุ่มอายุ 14-31 ปี จึงเสนอให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี และให้บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา สถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนการดำเนินงาน นำไปใช้ในการออกแบบมาตรการของระบบบริการสุขภาพ
โดยระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็ม 3 สิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ คือการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามปกติ โดยเฉพาะเข็ม 2 ติดตามฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ความครอบคลุมต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้

ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ รอง ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค เผยว่า กรมควบคุมตั้งเป้ากำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก โดยเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR เข็มที่ 1 ในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 95% และ การเฝ้าระวัง สอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเกิดการระบาด พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล
บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัดอย่างยั่งยืน
ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลัก เปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกว่า โรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีความครอบคลุมวัคซีนเข็มแรกมากกว่า 90% แต่ความครอบคลุมเข็ม 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 95% ในการวิจัยได้สำรวจตัวอย่างเลือดประชากรอายุ 6 เดือน ถึง 80 ปี ใน 4 จังหวัด อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง จังหวัดละประมาณ 900 คน

ผลพบว่า ประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่า 95% จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ กลุ่มอายุ 14-31 ปีมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียง 27-46% เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามระยะเวลา ซึ่งสอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ บ่งชี้ว่าการได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน.
อภิวรรณ เสาเวียง



