แต่กับแฟน ๆ ของเธอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ชื่อของบุ๋มยังคงมีมนต์ขลังและเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของงานแสดงได้เป็นอย่างดี ล่าสุดบุ๋มคัมแบ๊กงานภาพยนตร์เรื่อง “คำสารภาพของหมอผี” ในรอบหลายสิบปีมารับบท “แม่น้อย” แม่ของพระเอกในเรื่องอย่าง “อาเล็ก ธีรเดช” ซึ่งสร้างเคมีและมวลความรัก ความผูกพันในเรื่องได้อย่างสมศักดิ์ศรี
พอมีโอกาสเจอตัวสาวบุ๋มที่มาร่วมงาน “สำนักหมอเทียน คำสารภาพของหมอผี The Experience” ที่ “ศูนย์การค้าซีคอน บางแค” จัดขึ้น ก็เลยไม่พลาดคว้าตัวสาวบุ๋มมาพูดคุยถึงเรื่องราวการทำงานในวงการบันเทิง ตลอดจนความรู้สึกที่มีต่อแฟน ๆ ของเธอ และเป้าหมายต่อไปในวงการบันเทิงของเธอนั่นเอง

ล่าสุดมาปรากฏตัวที่อีเวนต์บ้านผีสิงที่จัดขึ้นที่ซีคอน บางแค บรรยากาศเป็นอย่างไร?
บ้านผีสิงน่ากลัวมาก (หัวเราะ) คือมันน่าตกใจ เพราะว่ามันโผล่มาจากตรงไหนที่เราไม่รู้ตัว พอเข้าไป ขนาดพี่เป็นคนแสดงเองนะในเรื่อง “คำสารภาพของหมอผี” ยังขนลุกเลย แต่สนุก จริง ๆ พี่เองไม่ได้เข้าบ้านผีสิงมานานมาก เรียกว่าเกิน 30 ปีได้แล้ว พอได้มาลองกลางห้างมันดีนะ พี่ว่ามันสนุกและสะดวก อีกอย่างใครดูหนังแล้วจะอินมาก
เหตุผลที่ตัดสินใจรับแสดงหนังในรอบหลายปีเพราะอะไร?
จริง ๆ ง่าย ๆ เลยคือบุ๋มสนิทกับพี่ต้น ชลลัมพี ผู้กำกับ แล้วแกก็โทรฯ มาบอกว่ามาช่วยกันหน่อย เราก็แบบ เอ๊ะ ให้ไปทำอะไร เพราะถ้าทำงานเบื้องหลังเนี่ยจะปฏิเสธ เพราะว่าช่วงหลัง ๆ บุ๋มย้ายไปอยู่ลำพูนนานแล้ว แล้วก็ไม่ได้ทำงานเลยตั้งแต่โควิด เรียกว่าถึงทำก็ทำงานน้อยมาก แล้วพอกลับมาด้วยความที่มันแก่แล้ว มันก็อยากจะเล่นอะไรที่อยากเล่น อยากจะทำงานอะไรที่อยากทำ เราจะพยายามทำอะไรที่ไม่เครียด อยากทำอะไรที่เรารัก แล้วก็ทำแล้วมีความสุขมากกว่า

แต่บทในเรื่องเครียดมากนะ?
(หัวเราะ) จริง ๆ เล่นเป็นแม่อาเล็ก ธีรเดชในเรื่อง แต่ว่าพอพี่ต้นพูดปุ๊บเราก็โอเค ลองดู ไม่ได้แสดงภาพยนตร์นานแล้วก็ไม่รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปยังไง แล้วก็แอ็กติ้งเราเป็นยังไง พี่ต้นก็บอกว่าไม่เกี่ยวพี่ ผมเอาแบบพี่เลยเพราะเขาเลือกเรา คือเขาใช้คำว่าเขาอยากทำงานกับคนที่เข้าใจเขา ซึ่งเราเคยทำงานกับเขามาในฐานะที่เป็นผู้กำกับ แล้วเขาเป็นผู้จัดของช่อง 3 เราก็เลยโอเค ตกลงว่าจะลองดู เสร็จแล้วสักพักหนึ่งทีมงานก็ส่งลิงก์ของ The Ghost มาให้เรื่อง “คำสารภาพของหมอผี” นี่แหละค่ะ โห พอฟังจบแล้วเรานิ่ง อึ้ง ทึ่งไปเลยคือเรามีความรู้สึกว่านี่มันชีวิตคนจริง ๆ เหรอวะ คิดอย่างนี้เลยนะ คือมันไม่ใช่ผีน่ากลัวหรือผีหลอก แต่มันเป็นความจริงในชีวิตมนุษย์ แต่ความจริงในชีวิตมนุษย์นี่แหละ ที่เราก็คิดว่ามันเกิดขึ้นแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ มันก็เลยสะเทือนใจ
เอาจริง ๆ พี่ไม่เคยฟัง The Ghost เลย ทั้งที่เขาดังมาก ทุกคนฟัง แต่พี่อ่ะ คือเวลาฟังอะไรแล้วพี่จะติด พี่ก็เลยไม่ฟัง ทีนี้พอฟังจบพี่ก็เลยรู้สึกว่าต้องเล่นแล้วล่ะเรื่องนี้ จากนั้นก็มีเวิร์กช็อปปกติ เหมือนทำความรู้จักกับตัวละคร ทำความรู้จักกับทีมงาน ทำความเข้าใจกับผู้กำกับ โดยเฉพาะอาเล็ก ธีรเดชที่เขาต้องแสดงเป็นลูกของเรา

อย่างคำสารภาพของหมอผีเรื่องล่าสุดกับเรื่องก่อนหน้านี้ รับแสดงห่าง
กันกี่ปี?
เรื่องสุดท้ายที่พี่แสดงหนัง น่าจะเป็นบุญชู 6 เลยแล้วก็ไปเล่นหนังรับเชิญอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องบุญชูหรือเรื่องอะไรสักอย่างอีกฉากสองฉาก แต่ถ้าเล่นเต็ม ๆ ต้องเรื่องนี้ เรียกว่าไม่ได้เล่นหนังมานานมาก เกิน 20 ปีค่ะ เพราะว่าช่วงนั้นภาพยนตร์ก็อาจจะซบเซาด้วย แล้วพี่ก็จะมาทางสายละครเนอะ พี่เกิดมาจากละคร แล้วพี่ก็แสดงละคร เป็น Acting Coach แล้วก็มาเป็นผู้กำกับค่ะ
จากวันแรกจนวันนี้ที่เข้ามาในวงการบันเทิงกี่ปีแล้ว?
นับไปนับมาก็ 42 ปีค่ะ เพราะว่าพี่แสดงเป็นนางเอกเรื่องแรก ตอนอายุ 16 ปีตอนนั้น พ.ศ. 2527 เลยค่ะ 42 ปีที่ผ่านมา ถ้าถามว่าได้อะไรจากวงการบันเทิงบ้าง ตอบเลยว่าได้เยอะมาก (เน้นเสียง) เยอะมากอย่างที่ชีวิตคนคนหนึ่งไม่คิดว่าจะได้ เพราะว่าพี่เนี่ยได้เรียนการ
แสดงของช่อง 3 ได้เป็นนักแสดง ได้เล่นละครเวที ได้เป็นพิธีกร ได้ร้องเพลง มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง ครบหมดแล้วค่ะ พิธีกรก็ทำแล้ว เดินแฟชั่นโชว์ก็มีบ้าง
พี่คิดว่าวงการบันเทิงเนี่ย ทำให้เรามีกำไรจากประสบการณ์มากมาย เพราะว่าเราได้อยู่ในยุคที่คือช่วงระยะอายุพี่เนี่ย มันเป็นช่วงที่โบราณกาล ตั้งแต่แอนะล็อก จนมาเบต้าจนมาถึงวันนี้เราเกิดมาในระยะอายุที่อยู่ในการเจริญเติบโตของทุกอย่าง ที่มันก้าวกระโดด เพราะฉะนั้นพี่ว่าพี่กำไรจากวงการบันเทิงเยอะมากและต้องขอบคุณวงการบันเทิงจริง ๆ

ตอนนี้รับงานน้อยลงแต่ไม่ถึงขั้นวางมือจากวงการบันเทิงใช่ไหม?
คือบุ๋มย้ายไปอยู่ที่ลำพูน เพราะว่าแต่งงาน เสร็จแล้วในช่วงที่ย้ายไป ดันเป็นช่วงที่โควิดระบาดอย่างหนักหน่วงมาก เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พอโควิดระบาดมันมีการล็อกดาวน์ และเราไม่ได้รับวัคซีนคือตอนนั้น ด้วยความที่วัคซีนมันก็หายากมาก พี่ก็รอคิว ซึ่งรอไปรอมาจนกระทั่งคิดว่าไม่เอาแล้วดีกว่า ปรากฏว่าพอไม่รับวัคซีน ก็เลยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เพราะช่วงนั้นมันเป็นเหมือนกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าถ้าคุณจะออกกองถ่ายต้องมีใบว่าคุณรับวัคซีนแล้วกี่เข็ม แล้วก็คุณจะต้องสวอบทุกวัน ซึ่งพอคุณเดินทางข้ามต่างจังหวัด ข้ามเขตคุณต้องกักตัว มันลำบากมากเพราะพี่อยู่ลำพูน พอมีงานกำกับติดต่อเข้ามาแต่รับไม่ได้ คือเดินทางมาได้ แต่ต้องกักตัว แล้วตอนนั้นคือกักตัว 14 วัน พอครบเวลาไม่ต้องทำอะไรกันพอดี (ยิ้ม) เราก็เลยรู้สึกว่ายากจัง เลยกลายเป็นว่าช่วงนั้นหยุดทำงานไปเลย ก็รวม 4 ปีเลยค่ะ
ในใจตอนนั้นอยากกลับมาทำงานในวงการไหม?
สำหรับพี่ในใจไม่อยากกลับวงการแล้ว ด้วยความที่พอไปอยู่แล้วรู้สึกสบาย เพราะปกติชีวิตเรามันอยู่กับแค่กองถ่าย มันเร่ง มันรีบ มันทำงานแข่งกับเวลา มันต้องตื่นแต่เช้า นอนดึก และเราก็เครียด เหนื่อย พอทำงานเบื้องหลังยิ่งเครียด ยิ่งเหนื่อยอีก แต่พอไปอยู่ที่ลำพูน มันเหมือนถูกดึงปลั๊ก คือมันไม่รู้จะทำอะไร แต่ถามว่าอยู่ได้ไหม ได้นะคะ พออยู่แล้วเริ่มรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น อากาศดี สงบ เงียบ แล้วมันได้กินดี ซึ่งคำว่ากินดีไม่ได้หมายความว่ากินแพง แต่กินดีหมายความว่ามีอะไรก็กิน มันก็เลยได้กินน้อยลง ได้ออกกำลังกาย ได้เดิน ได้มีชีวิตกับตัวเอง

ตอนนั้นทำงานอะไร?
ไม่ทำค่ะ คือไม่มีรายได้ด้วย แต่ด้วยความที่ก่อนหน้านี้เราเก็บเงินเก่ง ทำงานมาเรื่อย ๆ แล้วก็เป็นเจเนอเรชันที่ไม่ใช้ของหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ถามว่ามีไหม ก็ตอบว่ามีบ้าง แต่ไม่ได้มีเยอะ ไม่ได้ซื้อทุกรุ่น แต่เราให้รางวัลตัวเอง แค่นั้น แล้วก็เลยมีเงินเก็บ ซื้อทองเก็บ มันเลยมี (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเราเลยสบายใจ แต่ถามว่ารวยไหม ไม่รวยค่ะ เพราะว่าเป็นช่วงเจเนอเรชันที่ค่าตัวยังไม่แพงเหมือนช่วงถัดมา แต่ช่วงเราเนี่ยเป็นช่วงทำงานหาเงินจริง ๆ
แสดงว่ายังไม่ได้คิดลาวงการ?
เรียกว่าถ้ามีงานไหนที่อยากจะทำก็ทำ งานไหนทำแล้วมีความสุข เช่น เจอเพื่อน อย่างเรื่องคำสารภาพของหมอผี เจอพี่ต้น ซึ่งสนิทกันเป็นผู้กำกับ เจออาเล็กซึ่งเคยเป็นนักแสดงที่เราเคยร่วมงานกัน เจอพี่เวนย์ เจอทีมงานที่เรารู้สึกมีความสุขเจอชาคริตที่แสดงด้วยกันแล้วเราเหมือนต่างคนต่างเป็น FC กัน ก็รู้สึกว่าโอเค เราก็เลยอยากจะรับงานแบบนั้น เพราะว่าชีวิตต่อจากเนี้ย อยากเอาความสุขเป็นที่ตั้งมากกว่าค่ะ
สุดท้ายฝากถึงคนที่ติดตามตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ อยากพูดอะไรกับเขาไหม?
จริง ๆ ทุกวันนี้เวลาเจอใครแล้วเขาจำเราได้ หรือแม้กระทั่งเด็ก ๆ เจนใหม่ ๆ ที่ดูละครรีรัน (หัวเราะ) พอเขาดูแล้วจำเราได้ เราก็จะรู้สึกว่าโอ้ ผลงานที่เราทำไว้มันดูแลตัวเรา แล้วมันยังคงสร้างความสุขให้กับคนที่เป็น FC เรา หรือคนที่ชอบงานของเราแล้วมันเหมือนเป็นห้องสมุดอ่ะ ที่เวลาใครได้กลับมาดูงานที่เราแสดงไว้ มันก็จะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า เราคือ บุ๋ม-รัญญา คนนี้คือแก้ว-อภิรดี คนนี้พี่นก-จริยา คนนี้แหม่ม-จินตหรา ทุกคนที่เป็นรุ่นนี้ จะเรียกว่าเป็นรุ่นที่เขาเรียกว่าทิ้งฝีมือ ทิ้งตำรางานแสดงที่มีคุณภาพไว้ให้ เราก็รู้สึกดีใจที่เวลาใครจำเราได้ เราอยากให้เขาเอาสิ่งที่เรามีอยู่ ที่เราเคยเป็น แล้วก็งานที่เราทิ้งผลงานไว้เนี่ย เอาไปต่อยอดงานในวงการบันเทิงค่ะ
ว่ากันว่า เพชรที่ทรงคุณค่าที่สุด มักเป็นเพชรที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างดี คงเปรียบเหมือน บุ๋ม–รัญญา ที่กาลเวลาทำให้เขาเป็นทั้ง “ผู้รับ” ในตอนเข้าวงการ ด้วยการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเติบโตจนเป็น “ผู้ให้” คือให้วิชาความรู้กับนักแสดงรุ่นใหม่เพื่อฝากสิ่งดี ๆ ไว้ให้ผู้ชมได้มีความสุขกับงานศิลปะที่พวกเขาถ่ายทอดออกมานั่นเอง.
เรื่อง/ภาพ : สมคิด แซ่คู



