จากกรณีที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ทำการเปิดตัว “ปลาเก๋าหยก” ซึ่งได้ขออนุญาตกรมประมงนำเข้าลูกปลาจากประเทศจีน เพื่อทดลองเพาะเลี้ยงที่ฟาร์มปลา ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยชูระบบการเลี้ยงที่ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทำการตลาดปั้นเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ จนเกิดเป็นกระแสความสนใจของสาธารณชนต่อประเด็นการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศไทยในอนาคต นั้น

ต่อมาปรากฏว่ามีการนำเอาปลาเก๋าหยกออกมาแสดงในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2566 กรมประมงจึงทำหนังสือแจ้งให้หยุดประชาสัมพันธ์ ภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดนี้ ซึ่งหมายความว่า บริษัทฯ จะไม่สามารถดำเนินการในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปลาเก๋าหยกได้ต่อไป จากนั้นได้เรียกให้บริษัทฯ มาชี้แจงกับคณะกรรมการด้านความหลากหลายและด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผู้รับผิดชอบโครงการ ของบริษัทซีพีเอฟ ได้เข้าพบคณะกรรมการ ด้านความหลากหลายและด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) เพื่อชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ทำไปแบบไม่รอบครอบ คิดว่าสามารถนำปลาเก๋าหยกมาประชาสัมพันธ์ ซึ่งคณะกรรมการได้มีการตักเตือนไม่ให้กระผิดอีก และหากจะดำเนินการอย่างไร ต้องแจงให้กรมทราบทุกขั้นตอนก่อน รวมทั้งรายงานให้คณะกรรมการทราบ หากผิดเงื่อนไขก็ต้องมีการยกเลิกใบอนุญาต

“บริษัททำผิดโดยการประชาสัมพันธุ์ ทำให้เข้าใจว่า ขณะนี้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงปลาเก๋าหยกได้ จะหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ได้ที่ไหน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว กรมยังไม่อนุญาตในเรื่องนี้ ทั้งนี้จะจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ถ้าผิดเงื่อนไขก็จะต้องดำเนินการยกเลิกใบอนุญาต  นอกจากนี้ล่าสุดได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบที่ฟาร์มพบว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาตายไปบ้างแต่ไม่มีเพิ่มและยังอยู่ในฟาร์มปิด ไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศแต่อย่างไร”

“ปลาเก๋าหยก” เดิมมีชื่อว่า “Jade Perch” ชื่อวิทยาศาสตร์ Scortum barcoo เป็นปลาน้ำจืด มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา แต่ต่อมามีการแพร่พันธุ์ไปที่ออสเตรเลียและถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปลากรันช์จากแม่น้ำบาโค” (Barcoo grunter) ซึ่งเป็นแม่น้ำในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นปลาที่แข็งแรง เนื้อขาวนุ่ม หนังบาง มีไขมันแทรกในเนื้อ มีคุณค่าทางโภชนาการมาก แต่ก็มีราคาค่อนข้างสูง มักนิยมนำไปนึ่งให้สุกก่อนรับประทาน และไม่สามารถกินแบบดิบได้

แต่เนื่องจากชื่อไม่เหมาะจะนำมาเป็นเครื่องหมายการค้า ปลากรันช์จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “เจดเพิร์ช” หรือปลาเพิร์ชหยก เนื่องจากมันมีลำตัวที่มีสีเหลือบเขียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อ “เก๋าหยก” เมื่อนำเข้ามาขายในไทย เพื่อให้คนไทยเรียกได้ง่ายขึ้น

แต่ “ปลาเก๋าหยก” เป็นปลาที่ห้ามเลี้ยงในประเทศ เนื่องจากกรมประมง ได้ออกประกาศห้ามเพาะเลี้ยงเนื่องจากพบว่าเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่เข้ามารุกรานการดำรงชีวิตอยู่ของสัตว์ในท้องถิ่นเดิม รวมทั้งยับยั้งการสืบพันธุ์ของสัตว์ท้องถิ่นชนิดนั้นๆ เมื่อสัตว์ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ก็นำไปสู่การสูญพันธุ์และส่งผลให้ระบบนิเวศล่มสลาย รวมถึงมีผลกระทบในวงกว้างมาถึงมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “เอเลียนสปีชีส์”

จากประกาศกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำหายาก หรือป้องไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์น้ำและระบบนิเวศ ซึ่งมีสัตว์น้ำทั้งหมด 13 ชนิดที่เข้าข่าย “ต้องห้าม” ไม่ให้เพาะเลี้ยง เนื่องจากเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาเรื่อง “เอเลียนสปีชีส์” ประกอบด้วย 1. ปลาหมอสีคางดำ 2. ปลาหมอมายัน 3. ปลาหมอบัตเตอร์ 4. ปลาทุกชนิดในสกุล Cichla และ ปลาลูกผสม 5. ปลาเทราท์สายรุ้ง 6. ปลาเทราท์สีน้ำตาล 7. ปลากะพงปากกว้าง  8. ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช 9. ปลาเก๋าหยก 10. ปลาที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO LMO สัตว์น้ำประเภทอื่นๆ ได้แก่  1. ปูขนจีน 2. หอยมุกน้ำจืด 3. หมึกสายวงน้ำเงินทุกชนิดในสกุล Hapalochlaena, Blue-ri nged octopus Hapalochlaena spp.

เหตุผลที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องห้ามเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำข้างต้นเหล่านี้ก็เนื่องจากว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่พันธุ์ของ “เอเลียนสปีชีส์” ยังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นกรณี “ปลาหมอสีคางดำ” ที่หลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรเมื่อ 3 ปีก่อน ได้สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเข้มงวดในเรื่องสัตว์น้ำต่างถิ่นมากขึ้น  โดยในประกาศของกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว ระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดเพาะเลี้ยงซึ่งสัตว์น้ำที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมประมงมอบหมาย” หากผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา 65 วรรคสอง ต้องระวางโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง นำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ