สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ว่า นายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยเปลี่ยนส่วนประกอบมากกว่า 13,000 ชิ้น ด้วยชิ้นส่วนทดแทนในจีน และออกแบบแผลงวงใหม่ราว 4,000 ชิ้น สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท
การดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสสู่ความพยายามของหัวเว่ย ที่จะกลับสู่สภาพเดิมจากการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐ โดยนับตั้งแต่ปี 2562 หัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้จัดส่งรายใหญ่ ของอุปกรณ์ที่ใช้ในเครือข่ายโทรคมนาคม 5 จี ตกเป็นเป้าหมายในการควบคุมการส่งออกของสหรัฐหลายรอบติดต่อกัน
Huawei has replaced thousands of U.S.-banned parts in its products, founder says https://t.co/o5wEobCdNz pic.twitter.com/jj3tnw2U9s
— Reuters (@Reuters) March 18, 2023
การควบคุมเหล่านั้นจะตัดขาดการจัดส่งชิปของหัวเว่ย ออกจากบริษัทต่าง ๆ ในสหรัฐ และห้ามการเข้าถึงเครื่องมือเทคโนโลยีของสหรัฐ ในการออกแบบชิปของตัวเอง ตลอดจนปล่อยให้หุ้นส่วนของบริษัทเป็นผู้ผลิตแทน
เหริน กล่าวว่า หัวเว่ยลงทุน 23,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 811,000 ล้านบาท) ในการวิจัยและการพัฒนา เมื่อปี 2565 ซึ่งในขณะที่การทำกำไรของบริษัทดีขึ้น พวกเขาจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการวิจัยและการพัฒนาต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น เหรินกล่าวเสริมว่า หัวเว่ยทำการสร้างระบบการวางแผนทรัพยากรขององค์กร ที่เรียกว่า “เมตาอีอาร์พี” (MetaERP) โดยจะเปิดตัวในเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งมันจะช่วยในการดำเนินธุรกิจหลัก ได้แก่ การเงิน, ห่วงโซ่อุปทาน และการดำเนินงานด้านการผลิต
อย่างไรก็ดี เหรินระบุว่า หัวเว่ยไม่มีแผนเปิดตัวระบบที่จะเป็นคู่แข่งกับ “แชตจีพีที” (ChatGPT) และบริษัทกำลังให้ความสำคัญกับการเป็น “แพลตฟอร์มกำลังประมวลผลพื้นฐาน” ของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ).
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



