นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความสำเร็จของการเปิดตลาดมังคุดไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นแบบใหม่ โดยไม่ต้องอบไอน้ำ ว่า การส่งออกมังคุดไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นนั้น ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้ามังคุดผลสดจากประเทศไทย แต่จะต้องผ่านกระบวนการอบไอน้ำ (VHT) เพื่อเป็นการกำจัดแมลงวันผลไม้ก่อนการส่งออก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เสนอมาตรการการส่งออกแบบใหม่โดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งล่าสุดฝ่ายไทยได้เห็นชอบต่อร่างเงื่อนไขแล้ว ปัจจุบัน อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการภายในประเทศของกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) เช่น การเปิดรับฟังข้อคิดเห็น (Public Hearing) การแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้เงื่อนไขใหม่อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะสามารถใช้มาตรการใหม่ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งกรมวิชาการเกษตรและสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว ได้เจรจาเร่งรัดขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทันกับมังคุดฤดูกาลนี้ (เดิมขั้นตอนจะเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2566)
มาตรการการส่งออกมังคุดผลสดจากประเทศไทยไปญี่ปุ่นแบบใหม่โดยไม่ต้องอบไอน้ำ จะช่วยลดต้นทุนการส่งออกของผู้ประกอบการ ยืดอายุ (Shelf life) ของผลมังคุดสด สามารถขนส่งทางเรือได้อีกช่องทางหนึ่งนอกเหนือจากการขนส่งทางเครื่องบิน จะสามารถเอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ส่งออกมังคุดได้มากขึ้น ราคาวางจำหน่าย ณ ร้านค้าปลีกถูกลง และอาจได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้นด้วย
ในปี 2565 ญี่ปุ่นนำเข้ามังคุดผลสดจากประเทศไทย 82.4 ตัน คิดเป็นมูลค่า 13.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 33.9 และร้อยละ 4.8 ตามลำดับ การนำเข้าในช่วงสถานการณ์การระบาด COVID-19 ได้รับผลกระทบในช่วงแรก เนื่องจากการขนส่งมังคุดใช้วิธีการขนส่งทางเครื่องบินเป็นหลัก จำนวนเที่ยวบินที่ลดลงและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้ามังคุดจากประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จากสถิติการนำเข้าพบว่ามีแนวโน้มการบริโภคในประเทศญี่ปุ่น เริ่มฟื้นตัวและคาดว่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-เมษายน 2566) พบว่าญี่ปุ่นนำเข้ามังคุดจากไทยแล้ว จำนวน 26,170 กิโลกรัม มูลค่า 5,009,503 บาท
“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรไทยอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยเชื่อมโยง 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบาย มาสู่แผนการดำเนินงานที่มีความก้าวหน้า สร้างการพัฒนาสู่ภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม มุ่งหวังสร้างรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ สู่การยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ภาครัฐจะสนับสนุนทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ตลอดจนสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกด้วย”



