นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ บริเวณคลองเกาะโพธิ์ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ว่า ที่ผ่านมา กรมประมงได้พยายามแก้ไขปัญหาแล้วแต่เอาไม่อยู่ เพราะที่ผ่านมาขาดการบูรณาการกับภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ดังนั้นจึงมีการเชิญนายกสมาคมประมง นายกสมาคมผู้เพาะพันธุ์ เลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวางแผนในการแก้ไขปัญหา โดยตกผลึกเป็นมาตรการ 7 ข้อ ใช้งบประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งปัญหาปลาหมอคางดำจะจบสิ้นและหมดไปจริงๆ ในปี 2570 โดยจากนี้จะค่อยๆ ลดไปตามลำดับ และ ครม. ได้อนุมัติ 7 มาตรการ มีดังนี้ 1. จับลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งแพร่ระบาด 4,000,000 กิโลกรัม หรือ 4,000 ตันภายในกลางปี 2568 2. ส่งปลาผู้ล่าหลังลดปลาหมอคางดำ เช่น ปลากะพง 3. นำปลาหมอคางดำที่ได้ไปทำ ปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพน้ำปลาร้า ปลาป่น เพื่อให้ปลาที่จับมาไม่สูญเปล่า 4. ป้องกันการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำข้างเคียง
5. ให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในการสังเกตป้องกันอันตราย หากระบบนิเวศถูกสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามารุกราน 6. แผนระยะกลางและระยะยาวใช้เทคโนโลยีด้านการเหนียวนำโครโมโซมของปลาหมอคางดำจาก 2N เป็น 4N จะทำให้ให้เป็นหมัน เมื่อเข้าไปผสมกับธรรมชาติลูกปลาหมอคางดำที่ออกมาจะกลายเป็น 3N ทำให้ได้ปลาหมอคางดำที่เป็นหมัน 7. การฟื้นฟูแหล่งน้ำที่โดนปลาหมอคางดำทำลายโดยกรมประมงจะนำสัตว์น้ำกลับคืนถิ่นเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นตามข้อมูลที่มีการบันทึกไว้
ดังนั้นในวันนี้ จึงเป็นมาตรการแรกที่ต้องรีบดำเนินการคือการรับซื้อปลาหมอคางดำ ในกิโลกรัมละ 15 บาท และคาดว่าภายในสิ้นปี 2567 หรือกลางปี 2568 จะเร่งกำจัดออกจากระบบธรรมชาติให้ได้ 4,000,000 กิโลกรัม หรือ 4,000 ตัน ซึ่งตรงนี้ถือว่ายาก แต่ก็ต้องเร่งดำเนินการ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการตามมาตรอื่นต่อไป อาทิ การฟื้นฟู การเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย โดยกรมประมงจะเร่งสำรวจความเสียหายต่อไป
ส่วนการประกาศพื้นที่ระบาดเป็นเขตภัยพิบัตินั้น คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตนได้ทำหนังสือส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ขณะนี้เรื่องอยู่ที่กรมบัญชีกลาง ซึ่งจะต้องดูรายละเอียด ว่าจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งอาจจะต้องทำในรูปแบบพิเศษ
เมื่อถามว่าจะเอาผิดกับบริษัทที่ขอนำเข้าปลาหมอคางดำได้หรือไม่ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับเพื่อน สส. ของพรรคก้าวไกลหลายคนแล้วว่า ตนไม่ได้มีปัญหาในการที่จะเอาผิดคนที่นำเข้า หรือคนที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด เรายินดีที่จะดำเนินการทุกเรื่อง แต่ตอนนี้ติดปัญหาเรื่องที่ว่าเอกสารที่ระบุว่าใครนำเข้ามา แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่าใครทำให้เกิดการระบาด ซึ่งเราต้องช่วยกันหาเอกสารหลักฐาน
“ผมไม่ได้รู้จักใคร คนที่เป็นเจ้าของบริษัท หรือคนที่ทำให้แพร่ระบาด ถ้าใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเอกสารที่เรามี มันสามารถเจาะจงไปบริษัทนั้นได้หรือไม่ว่าถ้าได้ก็ยินดี ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้รับเงินเดือนจากบริษัทไหน ผมรับเงินเดือนจาก สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ผมไม่อยากทิ้งปลาหมอคางดำให้เป็นสมบัติของลูกลาน ผมยินดีดำเนินการ ขณะนั้นเขาขออนุญาตนำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการค้นหาต้นตอการแพร่ระบาด เราก็ทำ ผมยอมรับว่าอึดอัด คับแค้นหัวใจ ในการจัดการเรื่องนี้ แต่คนที่อึดอัดมากกว่าผมก็คงเป็นข้าราชการในพื้นที่ ผมเป็นรัฐมนตรีได้ 3 เดือน ก็เจอปัญหาปลาหมอคางดำเลย ผมก็คางเหลืองเหมือนกัน ถ้าผมทำงานนี้ไม่สำเร็จ อาจจะเป็นรัฐมนตรีได้แค่ 3เดือน 5 เดือน ถ้าผมทำสำเร็จอาจจะอยู่นานๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรกต่อไป เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นการแก้ปัญหา และอยากเห็นคนที่เป็นต้นตอการแพร่ระบาดออกมารับผิดชอบ”



