‘สำนักงานพลังงานสากล’ หรือ ‘IEA’ (International Energy Agency) ได้เปิดเผยกับ The Guardian สหราชอาณาจักร ว่า ความต้องการใช้น้ำมันดิบทั่วโลกในปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากนโยบายกำแพงภาษีของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นสร้าง ‘ความเสี่ยงที่ร้ายแรง’ ต่อเศรษฐกิจโลก
โดยรายงานล่าสุดจากสำนักงานใหญ่ กรุงปารีส ระบุว่า จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้ปรับลดลงเหลือเพียง 730,000 บาร์เรลต่อวัน และเป็นไปได้ว่าในปีหน้าอาจเหลืออยู่ที่เพียง 690,000 บาร์เรลต่อวัน หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าสินค้าอย่างน้ำมัน ก๊าซ และผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการกลั่นจะได้รับการยกเว้นจากภาษีดังกล่าว ทว่าความกังวลในตลาดก็ยังคงสูง เนื่องจากมาตรการเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากการประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ราคาน้ำมันก็ได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว จากระดับใกล้ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สู่ระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี แม้ว่าภายหลังทรัมป์จะชะลอการเก็บภาษีบางรายการออกไป 90 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงกดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง
ด้านธนาคารรายใหญ่หลายแห่งก็ได้ปรับลดการคาดการณ์ราคาน้ำมันในปีนี้ลง อาทิ ธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ ปรับราคาน้ำมันลดลง 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือ 68 ดอลลาร์ ขณะที่ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ และอาจลดลงเหลือ 58 ดอลลาร์ในปีหน้า
ซึ่ง IEA เตือนว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของทรัมป์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในประเทศ โดยเฉพาะผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale oil) ซึ่งต้องการราคาน้ำมันอย่างน้อย 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อให้คุ้มทุนในการขุดเจาะใหม่ นอกจากจะเผชิญกับราคาน้ำมันตกต่ำแล้ว อุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐฯ ยังอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการนำเข้าเหล็กและอุปกรณ์ขุดเจาะซึ่งถูกเก็บภาษีเพิ่ม ส่งผลให้ IEA ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ลง 150,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเพียง 490,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้
ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันภายใต้กลุ่มโอเปกและพันธมิตร (OPEC+) ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตรวมกัน 411,000 บาร์เรลต่อวัน ทว่าในทางปฏิบัติจริง ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงไม่ถึงเป้าที่คาดไว้ เนื่องจากหลายประเทศได้ผลิตเกินโควตาที่กำหนดไปเรียบร้อยแล้ว โดยทั้งหมดนี้ IEA ย้ำว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากเศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการคาดการณ์ที่จะเกิดขึ้น
‘ประเทศไทย’ ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก จึงมีความจำเป็นต้องจับตาสถานการณ์ตลาดโลกที่ผันผวนอย่างใกล้ชิด ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานในช่วงต้นปี 2567 ระบุว่า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังคงเติบโตเฉลี่ย 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคการท่องเที่ยวและการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีการนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 85% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดในประเทศ
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามในตลาดโลก โดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนด้านโลจิสติกส์ อัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชนชาวไทยโดยตรง
เพื่อเป็นการรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2567-2580 หรือ ‘Oil Plan 2024’ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบพลังงาน และลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอล ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ปีละกว่า 59,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่มูลค่ากว่า 71,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนหันมาใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และเพิ่มการลงทุนในพลังงานทางเลือกต่างๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไฮโดรเจน
จะเห็นแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงานทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่อาจอยู่เหนือผลกระทบเหล่านี้ได้ ดังนั้น การวางรากฐานของระบบพลังงาน ณ เวลานี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ราคา’ แต่คือเรื่องของ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความยั่งยืน’ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศในอนาคต



