นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี พร้อมด้วยหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง และเครือข่ายพันธมิตร ได้เร่งแก้ไขปัญหาสินค้าและบริการดิจิทัลที่ไม่มีคุณภาพและมาตรฐาน ผ่านกลไกบัญชีบริการดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ในบัญชีบริการดิจิทัล 109 บริษัท จำนวนสินค้า 702 รายการ ช่วยให้คนไทยได้ใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ในราคาเป็นธรรม โดยได้เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน โกลเบิล ไอเอสโอ คอนเฟอเรนซ์ 2025 (Global ISO Conference 2025) ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของคณะอนุกรรมการด้านซอฟต์แวร์และวิศวกรรมระบบ ระหว่างวันที่ 8-13 มิ.ย. นี้ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดมาตรฐานในระดับสากลเพื่อพัฒนามาตรฐานซอฟต์แวร์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และยังเป็นโอกาสทองของประเทศในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือ และอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วย
ด้าน นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า งานโกลเบิล ไอเอสโอ คอนเฟอเรนซ์ 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และความเห็นเชิงเทคนิค เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ รวม 21 ประเทศเข้าร่วมประชุม โดยภาครัฐจะเดินหน้าสร้างระบบมาตรฐานซอฟต์แวร์สำหรับผู้ประกอบการไทย ภายใต้แนวคิด “ดีชัวร์” เพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัยของข้อมูล และสนับสนุนให้มีการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ โดยแบ่งระดับมาตรฐานออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1 ดาว มาตรฐานพื้นฐาน 2 ดาว มาตรฐาน โก-กรีน เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ 3 ดาว มาตรฐานที่รับรองการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศไทย
“ดีชัวร์ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนและเข้าถึงบริการซอฟต์แวร์มาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม ลดปัญหาการถูกเอาเปรียบทางราคา โดยเฉพาะในกลุ่ม เอสเอ็มอี ซึ่งผู้ประกอบการที่ใช้ซอฟต์แวร์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ชัวร์ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 200% ของมูลค่าการใช้จ่าย จากเดิม 100,000 บาท เพิ่มเป็น 300,000 บาท ซึ่งรอกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในเร็วๆ นี้ และในกรณีที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อีกด้วย” นายณัฐพล กล่าว
นอกจากนี้ภาครัฐยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ไทย ลดการนำเข้าซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ โดยกำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่นำเข้า ต้องผ่านกระบวนการรับรองมาตรฐานในประเทศ ซึ่งครอบคลุมการทดสอบด้านความปลอดภัย (Safety) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Security) แม้จะไม่ถึงขั้นกีดกันการค้า แต่เป็นแนวทางเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
การประชุมดังกล่าว ยังมีแผนจัดประชุมหารือแนวทางการกำหนด มาตรฐานซอฟต์แวร์ด้าน AI และ Green Software ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้ AI ในกระบวนการผลิต การแพทย์ หรือระบบโลจิสติกส์ ที่อาจเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของ AI ได้ หากไม่มีการควบคุมหรือกำหนดแนวทางการพัฒนาอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม Cloud และ Embedded Software ก็กำลังให้ความสำคัญกับแนวคิด Green มากขึ้น เพื่อรองรับกระแสความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้ จะเปิดเวทีให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายหารือแนวทางรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และปูทางไปสู่การพัฒนามาตรฐานในอนาคต แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถออกเป็นข้อกำหนดอย่างเป็นทางการได้



