เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ชื่อ “Alex Pakorn” ถึงกรณีที่นายปกรณ์เคยแจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจยุบสภา แต่หลายฝ่ายยังมีข้อถกเถียงเรื่องนี้อยู่ ว่า  ตนอธิบายว่าตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา การเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีและการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ปกครองในระบอบรัฐสภาแบบ Westminster เป็นไปตามหลักความไว้วางใจ

“ประเทศไทยจะเห็นได้ชัดในประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสรุปว่า ประธานสภากราบบังคมทูลว่าสภาลงมติไว้วางใจให้ นาย/นางสาว … เป็นนายกรัฐมนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนกรณีประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ก็ชัดเจนว่าบัดนี้นาย/นางสาว … นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นรัฐมนตรี จะเห็นได้ชัดว่าเป็นความไว้วางใจมาเป็นทอดๆ และพระมหากษัตริย์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามที่สภาเสนอและประธานสภานำความกราบบังคมทูล หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลว่าสมควรไว้วางใจ” นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ ระบุอีกว่า โดยนัยนี้เอง รองนายกรัฐมนตรีที่รักษาราชการแทนนายกฯ จึงไม่มีอำนาจเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือเสนอให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เพราะรองนายกฯ ที่รักษาราชการแทนนายกฯ เป็นเพียงรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนายกฯ เฉกเช่นเดียวกับรัฐมนตรีคนอื่น แต่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร จึงจะแต่งตั้งหรือปลดรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ถ้ารองนายกฯ ที่รักษาราชการแทนนายกฯ จะเสนอให้ยุบสภา โดยยังมีผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่นั้น ยิ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากเป็นเพียงผู้ซึ่งนายกฯ ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้สมควรไว้วางใจให้แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น การยุบสภาจึงเป็นอำนาจเฉพาะของนายกฯ เท่านั้น

“กล่าวได้ว่าการกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีก็ดี หรือถวายคำแนะนำให้ยุบสภาก็ดี เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยแท้ ถ้านายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง รองนายกฯ ที่รักษาราชการแทนนายกฯ จะมีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ ต้องทราบว่าถ้านายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ผลคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และรัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับไว้ว่าเมื่อ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ดำเนินการเพื่อให้มี ครม.ขึ้นใหม่ implication จึงชัดเจนว่าสภาต้องดำเนินการเพื่อให้มีการเลือก ครม.ใหม่ขึ้น” นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ ระบุอีกว่า ดังนั้น จึงต้องมีสภาอยู่เพื่อดำเนินการดังกล่าว เป็นบทบังคับที่ต้องดำเนินการ สภาจึงไม่อาจถูกยุบได้ในห้วงเวลานี้ และถึงอยากจะทำ ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะทำดังกล่าวมาข้างต้น ถ้านายกฯ เกิดป่วยจนปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้โดยสิ้นเชิง รองนายกฯ ที่รักษาราชการแทนนายกฯ จะกราบบังคมทูลเพื่อยุบสภาได้หรือไม่นั้น ต้องบอกว่าในระบบความไว้วางใจนั้น ถ้าผู้ซึ่งสภาให้ความไว้วางใจปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้โดยสิ้นเชิง สภาก็ต้องเรียกประชุมกันเพื่อถอดถอนความไว้วางใจสำหรับท่านเดิม แล้วพิจารณาลงมติกันว่าสมควรไว้วางใจผู้ใดขึ้นแทน เป็นกระบวนการของสภาที่จะต้องปรึกษาหารือตกลงกัน ไม่ใช่กิจของผู้รักษาราชการแทน

“ย้ำว่าคำว่า ‘ไว้วางใจ’ ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่ ‘แบบ’ แต่มันคือ ‘ระบบ’ ที่เขียนมานี้เพียงเพื่ออธิบายหลักการของรัฐธรรมนูญตามความรู้ที่ร่ำเรียนมาเท่านั้น ถ้าอยากรู้ลึกๆ ให้ไปอ่านตำราประวัติศาสตร์ของระบบรัฐสภาแบบ Westminster ดู เอา ตั้งแต่สมัยพระเจ้า George I ที่เริ่มมี Prime Minister คนแรกคือ Sir Robert Whapole (later : 1st Earl of Oxford) ก็พอ” นายปกรณ์ ระบุ