เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่รัฐสภา นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย และคณะ ยื่นญัตติด่วนถึง นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา 

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเป็นที่ปรากฏว่า เอ็มโอยูฉบับที่ 43 (ว่าด้วยแนวเขตทางบก) และฉบับที่ 44 (ว่าด้วยเขตทางทะเล) ซึ่งประเทศไทยได้ทำร่วมกับประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเขตแดน พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงการอนุญาตให้มีการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่เขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ซึ่ง เอ็มโอยูดังกล่าวได้กลายเป็นข้อถกเถียงทางสังคมและการเมืองในประเทศไทยมาโดยตลอด เนื่องจากส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทย

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า อีกทั้งยังมีข้อสังเกตสำคัญว่า เอ็มโอยูบางฉบับไม่ได้ผ่านการให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เนื่องจากทางหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 178 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “สนธิสัญญาหรือข้อตกลงของระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่ออธิปไตยของรัฐ การเปลี่ยนแปลงเขตแดน หรือมีผลผูกพันด้านงบประมาณของรัฐ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการลงนาม” 

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดพื้นที่ทับซ้อน หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ตกลงกันอย่างชัดเจน ย่อมเข้าข่ายที่จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเช่นกัน หากมีการดำเนินการหรือการกระทำตาม เอ็มโอยู ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา อาจถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการคงไว้ซึ่งเอ็มโอยูฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ที่อาจก่อให้เกิดการตีความในทางที่เสียเปรียบแก่ประเทศไทย ทั้งในแง่ของการยอมรับพื้นที่ทับซ้อนอย่างถาวร หรือการเปิดทางให้ต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์ร่วมในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและทรัพยากรที่สำคัญ 

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น การคงไว้ซึ่งข้อตกลงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสในการปกป้องอธิปไตยและการใช้ทรัพยากรของตนอย่างเต็มรูปแบบในระยะยาว ดังนี้ 1.การยอมรับพื้นที่ทับซ้อนโดยพฤตินัย โดยวิธีการลงนามในเอ็มโอยูที่มีสาระว่าประเทศไทยและประเทศกัมพูชามีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อาจส่งผลให้ประเทศไทย ยอมรับว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดน ทั้งที่ในบางมุมมองทางกฎหมายไทยถือว่าพื้นที่นั้นอยู่ในอธิปไตยของประเทศไทยโดยสมบูรณ์ การยอมรับเช่นนี้อาจเป็นข้อเสียเปรียบในอนาคตเมื่อมีการเจรจาแบ่งผลประโยชน์หรือจัดทำเขตแดนถาวร

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า 2.การดำเนินการตามเอ็มโอยูอาจส่งผลให้ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ร่วมโดยไม่กำหนดสัดส่วนชัดเจน การอนุญาตให้มีการร่วมสำรวจพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนโดยที่ยังไม่มีการกำหนดสัดส่วน หรือข้อตกลงที่เป็นธรรม อาจทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะได้ โดยเฉพาะกรณีการให้สัมปทานสำรวจพลังงานในเขตทับซ้อน 3.กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยในทะเล บันทึกความเข้าใจอาจกลายเป็นช่องทางที่อีกฝ่ายใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อเรียกร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศในอนาคต เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือกรรมาธิการเขตแดนทะเล ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านเอกสารและข้อเท็จจริง

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า 4.ไม่มีการเผยแพร่ต่อประชาชนและไม่มีการตรวจสอบ การทำข้อตกลงในลักษณะบันทึกความเข้าใจที่ไม่เปิดเผยและไม่ผ่านกลไกรัฐสภา อาจขาดความโปร่งใสและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศ นอกจากนี้ การขาดความโปร่งใสในการจัดทำและเปิดเผยเอ็มโอยูต่อสาธารณะ ยังทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในเจตนารมณ์ของรัฐ และส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งยังเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยในเชิงนโยบายด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ทางทะเลในภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง หากมีการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต แต่ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตย การยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การยกเลิกเอ็มโอยูฉบับที่ 44 เดิมเป็นข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับเขตทับซ้อนทางทะเล ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเคยถูกยกเลิกโดยมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติและไม่ผ่านรัฐสภาอย่างไรก็ตาม ยังมีความคลุมเครือในทางปฏิบัติว่าการยกเลิกดังกล่าวมีผลสิ้นสุดในทางกฎหมายจริงหรือไม่ หรือมีการกลับมาใช้ใหม่ภายหลังในบางส่วนโดยไม่ได้ประกาศเป็นทางการ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศ

นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 50 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการยกเลิกเอ็มโอยูฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาและให้ส่งผลการพิจารณาให้รัฐบาลรับไปดำเนินการต่อไป