เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 31ก.ค.2568 เมื่อเวลา ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการออกมาตรการและดำเนินนโยบายรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงการเจรจาอัตราภาษีตอบโต้ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีสส.รัฐบาล และฝ่ายค้านเสนอญัตติลักษณะเดียวกันรวม 7 ญัตติ ที่ประชุมจึงให้พิจารณาไปพร้อมกัน
โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อภิปรายว่า ตลาดสหรัฐมีความสำคัญกับไทยอย่างยิ่ง ตัวเลขปีที่แล้วไทยส่งออกไปสหรัฐ ร้อยละ 18.29 หรือ 1 ใน 5 ของยอดส่งออกสามารถทำเงิน 1.9 ล้านล้านบาท และได้ลุ้นดุลสหรัฐ 1.2 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเราทิ้งไม่ได้ ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลยอมรับว่าประเด็นภาษีทรัมป์เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่ง แต่พูดเพียงในส่วนเกษตร และการค้า แต่ตนมองว่าปัญหาภาษีทรัมป์ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดของประเทศ และไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดของรัฐบาล แต่เป็นแค่หนึ่งในหลายปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และต้องเร่งแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญสุดคือรัฐบาลต้องใช้สมาธิในการแก้ปัญหา เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ต้องยอมรับว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเสถียรภาพที่กำลังลามไปถึงความชอบธรรม ปัญหาเศรษฐกิจที่GDP โตต่ำ แม้จะมีการแถลงว่าGDP มีแนวโน้มจะดีขึ้น ตั้งเป้า ร้อยละ 3 อาจขยับไปได้ถึง ร้อยละ 2.2 แต่ก็ไม่ถึงตามเป้าหมาย รวมทั้งปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่คนไทยรายได้ลบ ไม่เหลือพอใช้หนี้ รวมถึงปัญหาสังคม ยาเสพติด สแกมเมอร์ และปัญหาความมั่นคงซ้ำซ้อนเข้ามาในเรื่องชายแดนไทยกัมพูชา ดังนั้น รัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงที่จะสร้างปัญหาเพิ่มเพื่อให้มีเวลา และสมาธิในการแก้ปัญหาให้กับประเทศต่อไป
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัญหาภาษีทรัมป์มีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่มิติทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐเท่านั้น แต่มีการผูกโยงกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐกับจีนและโลก ไปไกลถึงขั้นบังคับให้เลือกข้างนโยบายอเมริกาเฟิร์ส หรือผลประโยชน์ของสหรัฐต้องมาเป็นที่หนึ่ง เป็นสิ่งที่นายโดนัล ทรัมป์ ประธานนาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศ ขณะที่จีนก็ประกาศตอบโต้ว่าไม่ว่าของชาติใดในโลกหากเจรจาแล้วกระทบผลประโยชน์ของจีน ก็จะมีการตอบโต้โดยเด็ดขาดเท่าเทียมกัน จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไทยต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของไทย ทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง ตัวเลขการค้าจีนกับไทย มีค่ามหาศาลเราค้าขายกับจีนอันดับ1 ของโลก 4.4 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่เราค้ากับสหรัฐ 2.6 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ทรัมป์กำลังหยิบยกปัญหาชายแดนไทยกัมพูชามาเป็นเงื่อนไขทับซ้อนกับการเจรจาทางการค้า โดยประกาศว่าหากยังไม่หยุดยิงก็จะไม่เจรจา แปลว่าหากเราไม่ทำตามไม่หยุดยิง การเจรจาก็จะไม่เดินหน้าต่อไป หากเขาเอาจริงแม้จะประกาศหยุดยิงก็ไม่ได้แปลว่าภาษีจะลด เป็นแค่ได้เดินหน้าเจรจาต่อ เพราะเขาไม่ได้ประกาศว่าถ้าหยุดยิงจะลดภาษี จึงเป็นความจริงที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน

“ผมคิดว่าคนที่เชี่ยวชาญในวงการทางการเมืองระหว่างประเทศเข้าใจดีว่า เหตุที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนหนึ่งมีการวิเคราะห์ว่าเขาต้องการที่จะทำเรคคอร์ดหรือสร้างผลงานเพื่อขอรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะจริงหรือไม่ก็ตามต้องยอมรับว่า วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เขากำลังเอามิติความมั่นคงมาผูกกับมิติการค้าอย่างชัดเจน ผลที่จะตามมาคือทำให้รัฐบาลไทยแก้โจทย์ยากขึ้น เพราะแทนที่เราจะแก้โจทย์ความมั่นคงหรือแก้โจทย์การค้าอย่างเดียว กลับต้องเอาโจทย์ความมั่นคงกับการค้ามาผูกกัน แล้วแก้ไปพร้อมๆกัน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาอธิปไตย” นายจุรินทร์ กล่าว
นายจรินทร์ กล่าวอีกว่า ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาที่กำลังมีปัญหาอยู่ขณะนี้อยากให้ตระหนัก และเร่งแก้ปัญหาว่าแม้ไทยจะชนะสงครามสู้รบด้วยศักยภาพของกองทัพ และการเสียสละของทหารหาญ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ขณะนี้เรากำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่สองสงครามคือ สงครามการสื่อสาร และสงครามการรบในเวทีโลก รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วนมิเช่นนั้นจะลามไปเรื่องอื่น
นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาเรื่องฐานทัพเรือ จ. พังงาที่ทับระมุ ตนขอสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของฐานทัพเรือพังงาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยชายฝั่งอันดามันของไทยเต็มที่ แต่ไทยจะต้องไม่ยอมให้ชาติใดมาตั้งฐานทัพที่ท่าเรือดังกล่าว เพราะจะกลายเป็นชักศึกเข้าบ้าน เกิดสงครามใหญ่เมื่อไหร่ ทับละมุ ท้ายเหมือง จ.พังงา จังหวัดชายทะเลฝั่งอันดามัน สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะกลายเป็นดินแดนกระสุนตก และยังได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการรักษาดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐและจีน จึงขอฝากรัฐบาลเก็บไปคิดและย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ เมื่อทรัมป์ประกาศอัตราภาษีแล้วผ่านไป แต่จะยังเป็นเรื่องวันนี้ และอนาคตที่รัฐบาลต้องตระหนักในจุดยืนนี้

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ไม่ว่าผลการเจรจาเรื่องภาษีจะออกมาอย่างไร ตนขอย้ำว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญและต้องจัดการโดยเด็ดขาดกับการนำเข้าสินค้าต่างประเทศมาในเขตฟรีโซนหรือเขตปลอดอากร เช่นที่แหลมฉบัง โดยอ้างว่าเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม แต่ความจริงคือการลักลอบสินค้าเหล่านี้ออกมาแล้วมาแต่งชุดไทยตีตรา เมด อิน ไทยแลนด์ แล้วส่งออกไปยังประเทศที่สาม กระทรวงการคลังต้องเอาจริง
“เรื่องนี้กระทบต่อผลประโยชน์โดยรวมของไทย คือจะทำให้ตัวเลขส่งออกไปยังสหรัฐโป่งเกินจริง เพราะสินค้าไทยไม่ได้ส่งออกไป เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีการสวมสิทธิ์บางส่วน ตัวเลขที่เราได้ดุลการค้าสูงเกินจริงจะทำให้ เขามองว่าเสียดุลการค้าเราสูง กรรมก็จะตกกับประเทศไทยและคนที่ได้ประโยชน์คือพวกลักลอบเหล่านี้ และสมทบกับใครบางคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตาม รัฐมนตรีคลังและรัฐบาลต้องไปจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังและอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะหากพูดตรงๆมันก็คือการขายชาติทางเศรษฐกิจ” นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การที่รัฐบาลอ้างว่ามีการตกลงกับสหรัฐไว้แล้วว่าจะไม่มีการพูดรายละเอียดว่าเราให้อะไรเขาหรือเขาให้อะไรเรา ตนเข้าใจเพราะเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน อะไรที่เป็นความลับและปรารถนาดีต่อบ้านเมืองก็ต้องเป็นความลับ หากจริงจังและจริงใจก็ต้องเก็บไว้ เมื่อยังไม่ถึงเวลาอันสมควร แต่เมื่อมีการประกาศภาษีแล้ว หรือมีเวลาอันพอสมควร รัฐบาลต้องเผยแพร่เรื่องนี้และต้องชัดเจนไม่อ้ำอึ้ง ปิดบังว่าเราเอาอะไรไปแลกกับสหรัฐบ้าง เพื่อให้คนไทยเจ้าของประเทศรับทราบ และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะตามมาเพื่อรู้เท่าทัน ที่สำคัญเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตด้วย เพราะตนคิดว่าภาษีทรัมป์ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ครั้งเดียว แต่อาจจะมีทรัมป์ภาคหนึ่ง ภาคสอง ภาคสาม ตามมาก็ได้ ใครจะเดาได้กับความคิดของเขา อีกทั้งตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าผลจะออกมาอย่างไร หากเราเอาภาษีเวียดนามเป็นตัวตั้งคือ 20% แต่น่าจะคาดเดาได้3 ทาง คือ1.เราจะโดนเรียกเก็บภาษีมากกว่าเวียดนาม 2.ประมาณ ร้อยละ 20 บวกลบนิดหน่อย และ3.น้อยกว่า ร้อยละ 20 แต่ไม่ว่าจะออกมากี่เปอร์เซ็นต์ ทุกภาคส่วนของไทยกระทบแน่นอน โดยเฉพาะคนตัวเล็ก นั่นก็คือเอสเอ็มอี เกษตรกร ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าขณะนี้ชาวนาไทยเขาขายข้าวได้เกวียนละ 6000-8000 บาท เดือนที่ผ่านมาส่งออกข้าวติดลบตลอด เราส่งข้าวไปตลาดอเมริกาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ร้อยละ 53.6 หากรัฐบาลประกาศไม่ประกันรายได้แล้วจะมีมาตรการอะไรออกมา

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องยางเราส่งออกยางล้อถือครองตลาด ร้อยละ 19.3 เป็น1 ใน 5 ของตลาดสหรัฐ หากขายไม่ได้จะกระทบราคายางในประเทศแน่นอน ช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมาทันทีที่ทรัมป์ประกาศจะขึ้นภาษี โดยมีรายการยางรวมอยู่ด้วย ทำให้ราคายางลดลงมาเหลือโลละ 10 บาท จนวันนี้ก็ยังไม่ขึ้น หากเกิดมีการประกาศออกมาจริงเป็นลบ รัฐบาลมีมาตรการจะดูแลอย่างไร รวมถึงมันสำปะหลังที่ราคากิโลละ 1 บาทมานานแล้วเพราะจีนไม่รับซื้อ ที่ผ่านมาเขาซื้อไปทำแอลกอฮอล์ ตอนนี้ใช้ข้าวโพดที่ปลูกในประเทศมาทำแทน ทำให้ส่งออกได้น้อยลงรวมถึงผลไม้ หมูและอื่นๆเหล่านี้ รัฐบาลจะมีมาตรการควบคุมชัดเจนอย่างไรเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบนอกจากจะรู้ว่าภาษีจะเป็นอย่างไร
”ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมอยากให้ประเทศไทย เสียหายน้อยที่สุดเช่นเดียวกับที่รัฐบาลคิดและอยากเห็นไทยได้ประโยชน์มากที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศทุกคนขอให้โชคดี“ นายจุรินทร์ กล่าว.



