สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ว่าศาลแขวงแลปแลนด์มีคำสั่งให้เคียนตามา ร่วมกับจำเลยทั้งสองคน ต้องจ่ายเงินชดเชยมากกว่า 600,000 ยูโร (ราว 22 ล้านบาท) ให้แก่กลุ่มแรงงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและการพิจารณาคดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวไทยที่ถูกว่าจ้างมาเก็บเกี่ยวเบอร์รี เมื่อปี 2565 และถูกหลอกลวงเกี่ยวกับรายได้และสภาพความเป็นอยู่ โดยเมื่อมาถึงฟินแลนด์ แรงงานทั้งหมดต้องเผชิญการถูกเอารัดเอาเปรียบอันเป็นการบังคับใช้แรงงาน
ทั้งนี้ แรงงานแต่ละคนต้องเก็บผลเบอร์รีให้ได้ 2,400-4,000 กิโลกรัมในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว 10 สัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่ได้รับรายได้เพียงไม่กี่ร้อยยูโร หลังหักค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่ายานพาหนะแล้ว ขณะที่หัวหน้างานเก็บหนังสือเดินทางของคนงาน และคนงานหลายคนลงนามสัญญากู้ยืมเงินก่อนมาถึงฟินแลนด์ ทำให้ต้องพึ่งพาบริษัททั้งทางการเงินและโลจิสติกส์ อีกทั้งยังไม่ได้รับแจ้งสิทธิจำหน่ายเบอร์รีอย่างอิสระด้วย
คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์ครั้งนี้ทำให้มีการตรวจสอบระบบแรงงานตามฤดูกาลของฟินแลนด์ และช่องโหว่ของแรงงานชาวต่างชาติในอุตสาหกรรมเบอร์รีอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์ของคนงานเก็บเบอร์รีชาวต่างชาติเป็นกระแสกังวลในฟินแลนด์มานานแล้ว หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวและการสืบสวนของตำรวจมาหลายปีจนนำไปสู่การตั้งข้อหาค้ามนุษย์กับกลุ่มบริษัทเบอร์รี และการปฏิรูปเมื่อปี 2567 ที่กำหนดให้แรงงานชาวต่างชาติต้องได้รับสัญญาจ้างและเงินเดือนอย่างเป็นทางการ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 ศาลฎีกาฟินแลนด์มีคำพิพากษาให้จำคุกเจ้าของบริษัทเบอร์รีแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน ในคดีค้ามนุษย์ที่ฟ้องผู้ซื้อเบอร์รีเป็นคดีแรก ๆ ของประเทศ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเบอร์รีป่าของฟินแลนด์มีรากฐานมาจากหลักการ “สิทธิของทุกคน” ซึ่งอนุญาตให้ทุกคนสามารถเก็บเบอร์รีได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดิน ยกเว้นพื้นที่ใกล้ที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล จนกระทั่งปี 2548 กลุ่มบริษัทเบอร์รีของฟินแลนด์ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาแรงงานท้องถิ่นในประเทศ แต่เมื่อชาวฟินแลนด์ไม่ต้องการทำงานเช่นนี้เอง อุตสาหกรรมเบอร์รีจึงหันไปพึ่งแรงงานชาวต่างชาติมากขึ้น.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



