จากเรื่องนี้เองทาง “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความเห็นถึงรัฐบาลใหม่ว่า โลกร้อนไม่ได้หยุดรอเรา อีกทั้งสองปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติโลกร้อนกระหน่ำประเทศไทยแบบโงหัวแทบไม่ขึ้น เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนบั่นทอนขีดความสามารถของประเทศในแทบทุกทาง ผมจึงอยากเสนอแนะไว้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรต้องรีบทำ
ภัยสารพัดพายุถล่มถี่
อันดับแรก คือ ภัยจากพายุที่ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าโลกร้อนขึ้น ทะเลร้อนขึ้น พายุหมุนเขตร้อน ได้แก่ ดีเปรสชัน พายุโซนร้อน และพายุไต้ฝุ่น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อไทย โดยเฉพาะพายุที่เข้ามาทางเวียดนาม จะเห็นได้ว่าพายุรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น คาจิกิเพิ่มความแรงจากดีเปรสชันเป็นไต้ฝุ่นระดับ 2 ในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง พายุที่แรงขึ้นแม้กำลังลมจะลดลงเมื่อขึ้นชายฝั่งเวียดนาม แต่สิ่งที่กระทบต่อภาคเหนือของไทยคือฝนตกหนักเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงเวลาสั้น ๆ
เมื่อดูจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากพายุในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บอกได้ว่าพื้นที่เสี่ยงสุดคือภาคเหนือทั้งหมดของไทย เช่น คาจิกิส่งผลต่อแม่ฮ่องสอน ยางิส่งผลต่อน่าน เชียงราย และเชียงใหม่ วิภาส่งผลต่อน่าน ฯลฯ หมายถึงเราต้องเร่งยกระดับการรับมือพายุในภาคเหนือตอนบนทั้งหมด ตั้งแต่ตะวันออก (น่าน) ไปจนถึงตะวันตก (แม่ฮ่องสอน) ปรับพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องการระวังตัวและอพยพ ติดตั้งระบบตรวจสอบและเตือนภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ตลอดจนยกระดับการรับมือแบบบูรณาการหลายจังหวัด
นั่นถือเป็นโปรเจกต์ยักษ์ระดับชาติในการรับมือภัยพายุโลกร้อนที่เร่งด่วน ยังรวมถึงพื้นที่รอบ ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก เช่น ลำน้ำยม รวมถึงอีสานตอนบนที่เป็นพื้นที่เสี่ยงเช่นกันแม้อาจไม่เท่าภาคเหนือ

แนะเพิ่มเกราะป้องกัน
การรับมือภัยธรรมชาติ อาจต้องเพิ่มเกราะป้องกัน มีแต่ป่าเท่านั้นที่ป้องกันน้ำป่าได้ เราอาจต้องจริงจังกับการป้องกัน ทำลายป่าไม้บนดอย เสริมการปลูกป่าที่เหมาะสม มีโปรแกรมต่าง ๆ สนับสนุน เช่น การให้คาร์บอนเครดิตในพื้นที่พิเศษ การเพิ่มเขตอนุรักษ์ภาคเอกชน เช่น OECMs ทั้งหมดนี้มีร่างมีแผนการอยู่บ้างแล้ว รอแต่เพียงทำกันจริงจังให้เกิดผลลัพธ์
นอกจากพื้นที่ตามเส้นทางพายุ ยังมีพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบจากลมฝนที่พายุดึงเข้ามา เช่น ตราด อันดามัน (ภูเก็ต ฯลฯ) การตรวจสอบการรุกล้ำที่ดิน ผังเมืองที่เหมาะสม ฯลฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง อย่าลืมว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดภัยดินถล่มเพราะฝนตกหนักแล้วอย่างน้อย 2 หน (ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน) มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
นอกจากภัยธรรมชาติที่เกิดจาก Extreme Weather แล้ว เรายังต้องจริงจังกับผลกระทบของโลกร้อนต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวปะการังของเรากำลังย่ำแย่ หญ้าทะเลกำลังตาย พะยูนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่เกิดแพลงก์ตอน บลูม (น้ำเขียว) ในทะเลมากขึ้นเรื่อย ๆ การรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบนี้ต้องอาศัยความรู้ที่มากเพียงพอ ตัวอย่างเช่นออสเตรเลียใช้เงินนับพันล้านบาทในการศึกษาปะการังฟอกขาว ใช้เงินหลายร้อยล้านในการศึกษาทำความเข้าใจกับแพลงก์ตอนบลูมครั้งใหญ่ที่ออสเตรเลียใต้
รู้น้อยทำรับมือสะดุด
เราไม่สามารถรับมือกับโลกร้อนได้ หากเรามีความรู้ไม่เพียงพอ นั่นคือเรื่องจริงอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของโลกที่แปรปรวน ทำให้เราไม่สามารถใช้ความรู้หรือประสบการณ์ในอดีตมาจัดการรับมือและฟื้นฟูระบบนิเวศของเราอย่างได้ผล เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ใหม่ ๆ ทว่า เมื่อดูจากความจริงจังของรัฐบาลไทยในช่วงที่ผ่านมา คงได้แต่บอกว่าน้อยเกินไปมาก ๆ เราเพียงแค่พยายามเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้เราต้องเยียวยาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไร้จุดสิ้นสุด ตราบใดที่เราไม่มีความรู้มากเพียงพอในการหาทางออกใหม่ ๆ ที่จะทำให้เรามีความสามารถในการปรับตัวและรับมือได้ดีขึ้น
ในกรณีของเศรษฐกิจและสังคมโลว์คาร์บอน เราไม่ค่อยมีปัญหาในการลดคาร์บอนตามเป้าหมายที่เราเสนอไว้ต่อโลก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจของเราโตช้าลงมาก แต่ในอนาคตที่เราเริ่มมีการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เช่น Data Center หรือกิจการที่ต้องการพลังงานมหาศาล เราอาจต้องเริ่มพิจารณาการหาแหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง จริงจังต่อการพัฒนาการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้มากขึ้นและให้เร็วขึ้น นอกเหนือไปจากการรณรงค์ให้สังคมเปลี่ยนแปลงเรื่องลดก๊าซเรือนกระจกและขยะ

เปิดเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ
เมื่อมอง 2 ด้านพร้อมกัน อยากเสนอแนะกับท่านนายกฯคนใหม่ว่า ปัญหาหนักของไทยในเรื่องโลกร้อนคือการรับมือภัยพิบัติและผลกระทบที่จะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพไปตลอดกาล นั่นคือประเด็นเร่งด่วนสุด ๆ ขณะที่การลดคาร์บอนหรือสร้างเศรษฐกิจสีเขียวเป็นเรื่องรองลงมา ภาคเอกชนต่างพากันปรับตัวไปมากแล้ว ขอเพียงภาครัฐสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกฎหมายโลกร้อนอย่างจริงจัง รวมถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.อากาศ พ.ร.บ.ขยะพลาสติก อย่าให้เกิดการตัดทอนบางส่วนของกฎหมายออกไปจนอ่อนด้อยกลายเป็นกฎหมายรณรงค์มากกว่ากฎหมายบังคับใช้ให้เป็นมาตรฐาน
ขาดคนปัญหาใหญ่ต้องแก้
สุดท้ายคือ ทรัพยากรบุคคล เราต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถนำเรื่องโลกร้อนมาวิเคราะห์ร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ ได้อย่างกระจ่างชัด เช่น การเกษตร ท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งคงต้องบอกตามตรงว่าเรายังขาดคนในด้านนี้อยู่มาก เราต้องการคนรุ่นใหม่ที่ร่ำเรียนเรื่องใหม่ ๆ มีความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีและแนวคิดแบบใหม่ ๆ มาทำงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เพราะในขณะนี้เรายังฝากความหวังไว้กับคนรุ่นเก่า ๆ ที่พยายามทำความเข้าใจกับโลกยุคใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่จะทำให้รากฐานของเราอ่อนแอหากไม่มีคนรุ่นใหม่ ๆ มาเสริม ยังรวมถึงความรู้ความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เราต้องเสริมความรู้ในด้านนี้ ทั้งด้านความเข้าใจต่อโลก การคิดวิเคราะห์ประมวลผลจากเทคโนโลยีพยากรณ์ต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ ความรู้พื้นฐานด้านการรับมือกับภัยพิบัติ Extreme Weather
ทั้งหมดนี้คือบางสิ่งที่อยากเสนอท่านนายกฯคนใหม่ สำคัญสุด คือ อยากบอกว่า การประชุมอย่างเดียวไม่เกิดผลอะไร เราประชุมกันมาหลายนายกฯ แล้ว เราต้องกำหนดเป้าหมาย กำหนดผลลัพธ์ที่อยากเห็น ทุ่มเทให้จริงจัง มิฉะนั้น มันก็กลายเป็นแค่ประธานสั่งการผ่านที่ประชุม มีบันทึกประชุม จากนั้นก็ล่องลอยต่อไปเรื่อย ๆ
โลกเอาจริงแล้ว เวลาของเราใกล้หมดแล้ว ผลลัพธ์คือสิ่งที่เราอยากเห็น แม้ไม่ได้ 100% แต่ขอเห็นอะไรบ้างนอกเหนือไปจากการแถลงถ้อยคำแบบเก่า ๆ แผนการแบบเก่า ๆ ที่ก็จบลงไปพร้อมกับรัฐบาล วนเวียนไปมาเช่นนั้นเรื่อย ๆ ขณะที่โลกร้อนขึ้นทุกที พายุแรงขึ้นทุกครั้ง ปะการังและหญ้าทะเลตายแล้วตายอีก
ในช่วงที่เราแทบไร้ความหวัง ใครที่สร้างความหวังให้ไทยทั้งชาติ เราจะจดจำคนเช่นนั้น…



