เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นหนังสือถึงคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ด้วยความห่วงกังวลในกรณีการวินิจฉัยสำนวนคดีการไต่สวนการเลือก สว.สำนวนส่วนกลางที่ 87 เลขคดี สว.10/2567 ซึ่งในวันนี้ กลุ่ม สว.สำรอง ได้นำพระแก้วมรกตจำลอง มาเป็นที่พึ่งทางจิตใจในการติดตามความคืบหน้า โดยให้เหตุผลว่าต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการช่วยดำเนินการบ้าง
โดย พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร สว.สำรอง กล่าวว่า ตามที่คณะ กกต. ได้เชื่อมั่น และมีความไว้วางใจในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประสบการณ์ และความรู้ความสามารถของท่าน โดยได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ท่านเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 (รายละเอียดตามอ้างถึง) เพื่อพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว.สำนวนส่วนกลางที่ 87 เลขคดี สว.10/2567 ซึ่งมีฐานความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำนวนคดีดังกล่าวนั้น คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน มีองค์ประกอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และการสืบสวนสอบสวนจาก กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นกรรมการ ซึ่งได้สรุปความเห็น และส่งสำนวนคดีให้กับสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง เมื่อ 17 ก.ค. 2568 โดยมีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด จำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน 91 ราย
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนโดยทั่วไป ตลอดจนสังคม และสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันระยะเวลาได้ล่วงเลยมาจากวันที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง กว่า 1 ปี 2 เดือน โดยกลุ่ม สว.สำรอง ได้มีการร้องเรียนความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือก สว. 2567 มาตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. 67 และเนื่องจากมีความล่าช้าในการดำเนินการของ กกต. จึงมีผู้นำเรื่องไปร้องเรียนต่อดีเอสไอ จนกระทั่งมีความปรากฏจากการสืบสวนของดีเอสไอ และนำไปสู่การแต่งตั้งคณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 โดย กกต. เมื่อเดือนเมษายน 2568 ซึ่งใช้เวลาในการสืบสวนไต่สวนมายาวนานกว่า 5 เดือน ก่อนสรุปสำนวนส่งให้กับสำนักงานเลขาธิการ กกต.
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า กลุ่ม สว.สำรอง ภาคประชาชน และสังคมโดยทั่วไปมีความห่วงกังวลว่าสำนวนคดีนี้ ซึ่งมีแนวโน้มและความเป็นไปได้ว่าจะถูกแทรกแซงด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อบิดเบือนสำนวนคดี และการยื้อเวลาออกไปอีก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคล และกลุ่มบุคคลบางคนและบางพวก โดยเฉพาะการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เป็นแกนนำ โดยใช้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 นี้ เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า จึงขอความกรุณาจากท่านได้พิจารณา และดำเนินการ ดังนี้ 1.โปรดพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. ด้วยความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรมบนพื้นฐานของข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่ปรากฏแล้ว หากจะมีการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมใด ๆ ขอให้พึงตระหนักถึงการกลับคำให้การของพยานบางรายที่อาจเข้าข่ายการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานในคำให้การที่เคยให้การมาแล้วก่อนหน้านี้ ขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา มีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยขอให้ยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า 2.การดำเนินสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ผ่านมา มีข้อมูลบางส่วนปรากฏต่อสาธารณะ มีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง มีพยานหลักฐานเพียงพอในการยืนยันข้อกล่าวหา สว. และผู้เกี่ยวข้อง ถึง 229 ราย ซึ่งเป็นการดำเนินการของคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ทั้งในส่วนของ กกต. และดีเอสไอ นอกจากนี้ในการสืบสวนไต่สวนได้มีการหารือกับ กกต. ทั้งคณะมาโดยตลอด ซึ่งไม่ควรต้องมีข้อวินิจฉัยใด ๆ อีก จึงควรรีบที่จะวินิจฉัยได้โดยเร็ว หากปล่อยเวลาเนิ่นนานจะเกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนทำให้สังคม และประชาชนเกิดความคลางแคลงใจในเรื่องความสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า กลุ่ม สว.สำรอง จึงขอให้กำลังใจท่านในฐานะที่เป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส เที่ยงธรรม และเป็นที่คาดหวังของสังคม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้นำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ มาใช้ในการปฏิบัติงานที่สำคัญของชาติในครั้งนี้ ด้วยความกล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพล และความกดดันใด ๆ โดยการวินิจฉัยสำนวนคดีที่อยู่บนหลักการ ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า รวมถึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2569 มาตรา 107 ที่กำหนดให้การเลือก สว. ต้องให้เป็นไปด้วยความสุจริต และเที่ยงธรรม รวมถึงเพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นของสังคม และประชาชนชาวไทยต่อองค์กรที่มีหน้าที่สถิตความยุติธรรม และสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นองค์กรหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสืบไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่รัฐสภา โดยช่วงหนึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้กล่าวว่าคดีฮั้ว สว. จะไม่มีการแทรกแซง และในเรื่องคดีที่มันล่าช้าเป็นเพราะเหตุผลจากฝ่ายการเมือง พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า นายกฯ ต้องพูดเช่นนี้ เพราะการแทรกแซงเราคงมองไม่เห็นว่าการแทรกแซงนั้น จะออกมาอย่างชัดเจนหรือจะเหมือนบันทึกสั่งการลงมา หรือเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปนั่งสั่งการ แต่การสั่งการนั้นสามารถสั่งการได้แบบใต้ดิน หรือดีลคอนเนกชั่น ที่สามารถสื่อสารไปถึงตัวกลางให้ทำบางอย่างได้
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ นายกฯ พูดได้ว่าจะไม่แทรกแซง แต่กรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนาในวันที่เรื่องไปถึงที่ กกต. แล้ว เนื่องจากว่า สว. 229 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่ม 1 คือ สว. กลุ่ม 2 กลุ่มเกี่ยวข้องทางการเมือง โดยทั้ง 2 กลุ่มตามพยานหลักฐานจริงของคณะกรรมการชุดที่ 26 ที่มีการนำเสนอขึ้นมานั้นมีความแน่นหนา แต่หลังจากนี้ต่อไปต้องมีการจับตา เพราะหลังจากนี้ต่อไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ซึ่งคณะนี้มีอำนาจในการที่จะอ่านสำนวน แล้วดูว่าตรงไหนที่จะให้มีการสอบปากคำเพิ่มเติม หรือหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม หากเป็นไปตามทำนองที่ว่า หากมีการสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อที่จะหักล้างหลักฐานทางคดีบางราย หรืออาจจะมีให้ผู้ที่เป็นพยานปากสำคัญบางรายมากลับคำให้การนั้น นี่จะเป็นสิ่งบอกเหตุว่ามันมีการแทรกแซง
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจะทำให้ผลของรูปคดีเบาบางลงและทำให้ทางคณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีน้ำหนักพยานน้อยลงและมีความเห็นใหม่เสนอไปถึงคณะ กกต. ทั้ง 7 คน ซึ่งการดำเนินการคงจะถึงช่วงระยะเวลาหลังปีใหม่ 2569 พอดี ซึ่งถ้าดำเนินการถึงตอนนั้นจริง จะทำให้ทาง กกต. มีจำนวน 5 คน ที่ถูกคัดสรรมาจาก สว. ชุดที่มีปัญหา เนื่องจากจะมีคณะ กกต. บางรายหมดวาระ ซึ่งจะกลายเป็นว่าเป็นบุคคลที่โดนเลือกมาจาก สว. ที่มีปัญหา และให้มาตัดสินคดีนี้
เมื่อถามย้ำว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ไปถึงเมื่อไหร่นั้น พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า จะเลิกก็ต่อเมื่อเขาประกาศว่าสอยกี่คน ไม่สอยกี่คน ซึ่งเราก็ต้องกระตุ้นเตือนต่อไปเรื่อย ๆ



