แต่หากมองภายนอกสำหรับคนทั่วไปภายนอกกลับมองเป็นตรงกันข้าม เพราะหลายคนมองว่าเขาเป็นยาหมดอายุไปแล้ว และได้ผ่านจุดรุ่งเรืองสุดไปแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมายังได้รับทราบถึงแนวทางการทำงานมาแล้วว่าเป็นอย่างไร และที่ผ่านมาในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมาถือว่ามาถึงยุคที่ “ตกต่ำที่สุด” แล้ว และหากจะว่าไปแล้วพรรคนี้เริ่มถดถอยมาตั้งแต่ในยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ก่อนที่จะลาออกมา หลังจากนำพาพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ด้วยการประกาศท่าทีทางการเมืองครั้งสำคัญในเวลานั้น

หากมองในแง่บวก นี่คือนิมิตหมายที่ดีว่าเป็นการ กลับมาร่วมกันกลับเพื่อฟื้นฟูพรรคให้กลับมาใหม่อีกครั้ง อย่าลืมว่าการกลับมาครั้งนี้เป็นการรวมตัวกลับมาของเคนเก่าเท่านั้น ไม่ใช่การไหลเข้ามาเพิ่มของคนใหม่ ที่จะสร้างความโดดเด่นให้พรรค อาจจะยังไม่ถึงขั้นสร้างความฮือฮามากนัก จนสร้างความน่าสนใจกับสังคมภายนอกได้เพียงพอ แต่ความสงบ ปัญหาภายในพรรคลดลง อาจจะมีปัญหาในระดับพื้นที่ที่ยังเคลียร์กันไม่ลงกับบรรดาบ้านใหญ่ ที่เผยให้เห็นอย่างบ้านใหญ่ “โล่สถาพรพิพิธ”มีกระแสข่าวว่าจะย้ายออกจากพรรค ปชป.เพื่อไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

สัญญาณการเมืองภาคใต้เริ่มเปลี่ยนทิศ “สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” หรือ “โกหนอ” อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สี่สมัยแห่งบ้านใหญ่จังหวัดตรัง บิดา “สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ” สส.ตรัง สองสมัย ตัดสินใจลาออกจากพรรคปชป. แว่วว่าการตัดสินใจครั้งนี้มาจากนายสมชายมีที่มาจากความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะการแต่งตั้ง “สาธิต วงศ์หนองเตย” เป็นรองหัวหน้าพรรค ซึ่งนายสมชายเคยประกาศไว้ว่าหากมีชื่อนี้จะลาออกจากประชาธิปัตย์ทันที

โดย “หัวหน้าปชป.” ระบุว่า ภาคไหนเป็นฐานของใคร เราตั้งใจทำงานให้ประเทศอยู่แล้ว เราต้องการที่จะต่อสู้แข่งขันในหลายจังหวัด แต่ยอมรับความเป็นจริงว่าด้วยสถานการณ์ในขณะนี้และเวลาที่จำกัด ก็ต้องทำงานอย่างหนัก พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเข้ามาเป็นตัวแทนของคนที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินทางไปในเส้นทางที่สุจริต เศรษฐกิจเติบโตได้ด้วยการทำงานอย่างมืออาชีพ และสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหมายถึงการมีบทบาทในระหว่างประเทศด้วย“

หากพิจารณากันตามสภาพนี้ก็ต้องถือว่า พรรคประชาธิปัตย์ในยุคของ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในรอบสองนี้ แม้จะสามารถรักษาความสงบ ความเป็นเอกภาพภายในพรรคได้ดีระดับหนึ่ง แต่สำหรับคนทั่วไปกลับมองว่า “หมดกระแส” ไม่สามารถสร้างความโดดเด่นได้หากเทียบกับพรรคการเมืองอื่น เช่นเดียวกับคนเก่าแก่ในพรรคที่กลับมา ก็ “หมดแสง” กันแล้วเช่นกัน ภาพที่ออกมาจึงเป็นแค่การประคับประคองให้รักษาสภาพเดิมให้มากที่สุดเท่านั้น.