เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นายกฯ ต้องพูดให้คนเชื่อถือ ทุกคนรักชาติและก็ไม่ชอบเขมร แต่เป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ ไทยกับเขมรยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกัน เพราะดินแดนติดกัน ยกเว้นไทยตัดสินใจยึดเขมรเสีย เหมือนสมัยอยุธยาตอนกลาง

นายปลอดประสพ ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ในช่วงวิกฤติ จึงต้องรับภาระสำคัญ หากท่านพลาดพลั้งอะไรไปประเทศก็จะเสียหายตามไปด้วย เช่น ตัวอย่างดังต่อไปนี้ 1.ที่ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ 11 พ.ย. ท่านพูดทำไมว่า “หากเอกอัครราชทูตสหรัฐถามมา ผมมองว่า ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะเขาไม่ใช่ผู้นำประเทศ” ท่านเป็นนายกฯ ไม่รู้หรือว่า เอกอัครราชทูตที่ได้รับพระราชทานตราตั้งนั้นเขาเป็นผู้แทนประเทศ ท่านไปวางกล้ามไม่ให้ความสำคัญกับเขาได้อย่างไร โดยเฉพาะเขาเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกที่เราต้องพึ่งพา 2.ที่ วปอ. เมื่อ 12 พ.ย. ท่านกล่าวโวว่า เมื่อไม่ปฏิบัติตามปฏิญญา ท่านจะร้องเพลง My Way ซึ่งแปลเป็นแบบไทยดั้งเดิมว่า “ทำตามใจกู” ซึ่งผมเห็นว่า เป็นการเบ่งและแสดงอำนาจเกินความจำเป็น หากพิจารณานิสัยท่านในฐานะพ่อค้าเก่า ท่านจะพูดแบบนี้ไม่ได้ นักศึกษา วปอ. เขาจึงแอบนินทา และไม่เชื่อถือท่าทีด้วย ร้ายกว่านั้นคือ ท่านยังพูดว่า “การเจรจาการค้าภาษีเป็นอย่างไร ไม่สน ขายกับประเทศนี้ไม่ได้ ก็ต้องขายประเทศอื่น” ท่านหลอกนักศึกษา วปอ. หรือเปล่า เพราะในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ในการหารือกับรัฐมนตรีคลัง และพาณิชย์ ตลอดจนกับสมาคมที่เกี่ยวกับการค้าขายทั้งหลาย ท่านไม่ได้พูดอย่างนี้ แต่ท่านพูดว่าเราต้องหารือ และประนีประนอมกับสหรัฐ เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเรา เราค้าขายกับเขามากมายถึงปีละหลายล้านล้านบาท

3.ท่านเขียนเฟซบุ๊ก และเล่าว่า ได้ขอร้องประธานาธิบดี Trump ให้ลดภาษีนำเข้า ซึ่งได้รับคำตอบว่า หากไทยเร่งดำเนินการถอนทุ่นระเบิดได้รวดเร็วก็จะลดภาษีให้มากกว่านี้ ที่เล่ามานี้คนเขาไม่สบายใจมากครับ เพราะเท่ากับประธานาธิบดี Trump เอาเรื่องภาษีมาบีบไทยในเรื่องที่ไม่สัมพันธ์กัน และคนละเรื่อง เพราะไทยนั้นจริงๆ กำลังเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดแต่เขมรกลับขัดขวาง จึงสงสัยกันว่า ท่านได้อธิบายความจริงให้ท่าน Trump ได้เข้าใจหรือไม่ หรืออาจเป็นเรื่องนอกบทจึงพูดภาษาอังกฤษไม่ถูก 4. ความไม่คงเส้นคงวาอีกเรื่อง คือ นายกฯ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศพยายามพูดว่า สหรัฐต้องแยกเรื่องการค้าและการทหารออกจากกัน แต่เรื่องนี้กลับปรากฏว่า ท่านเองนั่นแหละที่เอาเรื่องภาษีหรือการค้าไปหารือกับท่าน Trump เสียเอง ตกลงจะเอายังไงครับท่านนายกฯ อนุทิน อย่างนี้ลูกน้องปวดกบาลกันหมด

นายปลอดประสพ ระบุต่อว่า 5. มาดูเรื่องนี้ใครโกหก? Trump ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินเมื่อคืน ว่า นายกรัฐมนตรีไทยและเขมรตกลงเจรจากันและจะไม่มีสงครามอีกแล้ว โดยกล่าวว่า “ผมหยุดสงครามได้แล้ว” Trump เล่าว่า ได้ขู่จะใช้ภาษีกดดันให้สองประเทศคุยกัน ไหนนายกฯ อนุทิน มาบอกคนไทยว่า กับเขมรเลิกกันแล้วแน่นอน ไม่ต้องคุยอะไรกันอีกแล้ว แต่ทำไมไปตกลงกับ Trump ว่า จะคุยกันอีก นี่เป็นการโกหกคนไทยหรือเปล่าครับ ช่วยอธิบายหน่อย 6.โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนก็ออกมาประกาศแล้วว่า ให้เขมรและไทยใจเย็น มาเจรจากันใหม่เพื่อบรรลุสันติภาพ จีนจะดำเนินการตามวิธีของตน แล้วท่านอนุทินจะว่าอย่างไรครับ ไอ้ที่พูดว่า ไม่! ไม่! ไปแล้วจะทำอย่างไร

นายปลอดประสพ ระบุว่า อยากแนะนำว่า สิ่งที่ควรทำ มีอะไรบ้าง 1) เพื่อเห็นกับหน้าพยานคือ Trump และอันวาร์ อย่าใช้คำว่า “ยกเลิก” ให้ใช้คำว่า “ชะลอ” หรือ “ระงับชั่วคราว” แทน 2) ถ้ามีการประชุมไม่ว่าในระดับใด อย่ารีบไปตกลงอะไร แต่ให้เน้นในเรื่องการแก้ถ้อยคำและภาษาเพื่อป้องกันการเบี้ยวของฝ่ายเขมรในอนาคต และให้มีบทลงโทษด้วย 3) ในเรื่องการวางกับระเบิด ถ้าพบว่า เขมรมาแอบวางที่ไหนก็ให้ยิงให้ตายเลย และตามไปทำลายกองบัญชาการในส่วนที่รับผิดชอบเสียให้สิ้นซาก ถือว่าเป็นการป้องกันตนเองไม่ผิด 4) กรณีบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว หากยิงมาอีกก็ยิงตอบและถือโอกาสบุกเข้าไปยึดที่ดินเสียให้หมด เข้าไปจนถึงแนวถนนศรีเพ็ญ ที่เราเป็นคนสร้างเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งผมเห็นมากับตาที่หลักเขตประมาณ 40-42 และ 5) ต่อไปนี้ทหารต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ คือยิงมาก็ยิงไป ไม่ต้องเกรงใจอะไรแล้ว และก็ไม่ต้องเชิญ AOT ไปด้วย ไปทำไมในเมื่อเป็นสิทธิในการป้องกันตนเองของเรา เท่านี้พอทำได้ไหม หากทำไม่ได้ ก็คงอยู่ไม่ได้