คดีนี้ส่งผลกระทบต่อ “ครอบครัวชินวัตร” และพรรคเพื่อไทย กระทั่งค่ายสีแดงมีปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ก่อนการเลือกตั้ง โดยเปลี่ยนหัวหน้าพรรคฯ จาก “แพทองธาร ชินวัตร” มาเป็น ”จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” แต่ยังอยู่ใต้ร่ม “ชินวัตร”
แต่แล้ว “อดีตนายกฯทักษิณ” ยังติดบ่วงกรรมจากคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งพูดพาดพิงสถาบันฯ แม้ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องแล้ว เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 แต่ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า “อิทธิพร แก้วทิพย์” อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
จุกอกกันทั้งครอบครัวและทนายความของ “ทักษิณ” ที่แสดงความรู้สึกเสียใจ เจ็บช้ำ จิตตก แต่ยืนยันต้องสู้ต่อไป
นี่อาจเป็นการดับฝันของผู้นำทางจิตวิญญาณของ “เพื่อไทย” ที่หวังขอพักโทษสำหรับผู้มีอายุเกิน 70 ปี และรับโทษครบ 1 ใน 3 แต่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งสิทธิ์นี้จะทำให้เจ้าตัวได้ออกนอกเรือนจำต้นเดือนมี.ค.2569 ทันมาคุมทัพเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งสส.ที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 29 มี.ค.2569 ถ้ามีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 31 ม.ค.2569
ซ้ำร้าย อดีตนายกฯ ยังเจอพายุอีกลูกซัดเต็มแรง คือกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษากลับคำตัดสินเดิมของศาลภาษีอากรกลาง และศาลอุทธรณ์ฯ โดยให้ “ทักษิณ” ต้องจ่ายภาษี 17,600 ล้านบาท จากการเล่นแร่แปรธาตุ ใช้นอมินีในการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในช่วงปี 2541-2549 กระทั่งมาขายหุ้นให้กลุ่ม “เทมาเสก” ของสิงคโปร์ เมื่อปี 2549 จำนวน 1,487,740,120 หุ้น มูลค่าการซื้อขาย 73,271 ล้านบาท ที่สำคัญ ขณะนั้น “ทักษิณ” ยังมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การบังคับคดีตามคำสั่งของศาลฎีกาครั้งนี้ที่จะทำให้ “ทักษิณ” ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่หมื่นล้านบาท อาจกระทบท่อน้ำเลี้ยงเงินทุนของพรรคฯในศึกเลือกตั้ง และบั่นทอนเครดิตกระแสความนิยมให้ยิ่งลดลง
น่าติดตามด้วยว่า คดีที่ “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวของ “ทักษิณ” ต้องจ่ายสินไหมทดแทน 10,028 ล้านบาท จากกรณีทุจริตในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในโครงการรับจำนำข้าว จะถูกหน่วยงานรัฐบี้ให้ชดใช้ด้วยหรือไม่
ครอบครัว “ชินวัตร” ยังมีวิบากกรรมอีกหลายเรื่อง ทั้งตัว “ทักษิณ” ยังมีคดีที่อยู่ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐและแพทย์ รวม 12 ราย เอื้อให้พักรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งถ้าถูกป.ป.ช.ชี้มูล ก็เสี่ยงสูงที่ “ทักษิณ” อาจได้ถูกจำคุกเพิ่มฐานสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด
ขณะที่ “แพทองธาร” มีคดีอีกเพียบที่อยู่ในการพิจารณาขององค์กรอิสระ อาทิ ข้อถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับ “สมเด็จฯ ฮุน เซน” และข้อกล่าวหาว่าใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว PN ทำนิติกรรมอำพรางในการซื้อหุ้นจากคนในครอบครัว เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีการรับให้
บ่วงกรรมต่างๆ ที่รุมบีบรัดสร้างความระส่ำระสาย สั่นคลอนพรรคเพื่อไทยอย่างหนักในช่วงเวลาสำคัญก่อนการเลือกตั้ง ต้องจับตากันต่อไปว่า “ทักษิณ” จะหาหนทางแก้เกมอย่างไร ไม่ให้ถูกฉีกฐานอำนาจแตกสลายจนถึงคราวอวสาน.



