เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 ธ.ค. 68 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนาเรื่องการนำเสนอแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ ใน กมธ. ประจำปี 2569 โดยในช่วงบ่ายเป็นการบรรยาย หัวข้อ ผลการดำเนินการงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และนำเสนอแผนงานของคณะอนุกรรมาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือผู้แทน ร่วมในการบรรยาย
นายจิรชัย มูลทองโร่ย อนุกรรมาธิการฯ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จะต้องเน้นให้ความสำคัญกับเยาวชน ทั้งในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย ว่าต้องการอะไร ซึ่งตรงนี้จะมีสภาเด็กเยาวชน สภานักเรียน สภานิสิตมหาวิทยาลัย ซึ่งจะต้องให้มีกิจกรรมที่เยาวชนทำในรูปแบบของ “จิตอาสา” คือทำให้สังคมโดยไม่มีค่าตอบแทน ตรงนี้จะทำให้ได้ประสบการณ์ และควรจะมีใบประกาศเกียรติบัตร ซึ่งตรงนี้จะมีประโยชน์ เอาไปแสดงตามหน่วยงานต่างๆ หรือถ้าเอาไปประกอบการเรียนต่อ ก็จะมีประโยชน์ในอนาคต เพราะหากเราจะไปบอกเขาเด็กและเยาวชนว่าต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เด็กๆ ก็คงไม่ฟัง ดังนั้นในแผนปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตนเสนอว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนสถาบันการศึกษาควรจะมีเรื่องจิตอาสา เพราะจะมีประโยชน์อย่างมาก

นายยงยุทธ มานะกรโกวิท หรือ “เอ็ดดี้” อาชีพหลักของเขาคือ “ครูสอนร้องเพลง” เขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “เพจฤๅ” กล่าวว่า การเข้าถึงเด็ก เยาวชน จะต้องเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ ไม่ใช่เป็นการไปยัดเยียดเด็ก ๆ เช่น การใช้เทคโนโลยี AI ที่ต้องสอนให้รู้ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องปลอม โดยเฉพาะในเรื่องของสถาบันฯ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรอธิบายให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการนำไปสื่อสารหรือเข้าใจในสิ่งที่ผิด
พ.อ.ปรเมษฐ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา สังกัด หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก กล่าวว่า สรุปผลการติดตามสถานการณ์ปัจจุบันอันส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ (ในรอบ 1 ปี) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และแนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบว่า ภาพรวมกระแสลบทางออนไลน์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 63-64 โดยเฉพาะการติดตามของเพจที่มีแนวโน้มลักษณะพฤติการณ์ต่อต้านสถาบันลดลง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เรื่องของการวิจารณ์ลดลง อีกทั้งมาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐ การดำเนินการต่างๆ ของรัฐ มีความคืบหน้า มีการติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ทำให้เห็นว่าแนวโน้มน่าจะดี ส่วนปฏิกิริยาที่แสดงออก เป็นเชิงบวกต่อสถาบันในหลายๆ โอกาส โดยเฉพาะการเข้ามาช่วยประชาชนในยามวิกฤติในหลายๆ โอกาส การเสด็จฯ ไปต่างประเทศ การพระราชทานความช่วยเหลือกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การพระราชทานช่วยเหลือเหตุการณ์ต่างๆ ปัญหาอุทกภัย เป็นต้น

พ.อ.ปรเมษฐ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีประเด็น มาตรา 112 ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งยังมีอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งจะต้องมีการติดตามต่อไป เรื่องการเคลื่อนไหวทางกายภาพ ในกลุ่มที่เรียกร้องเรื่องการปฏิรูปก็ไม่ปรากฏกิจกรรมในปีนี้อย่างชัดเจน มีเพียงการชุมนุมตามเสรีภาพเป็นกลุ่มเล็กๆ สำหรับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ที่มีการกระทำในกลุ่มเยาวชน หรือทำในรูปแบบคลื่นใต้น้ำ เช่น กรณีการยืนในโรงหนัง ตรงนี้คณะกรรมการฯ จะต้องช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรที่จะให้เด็ก 3 เจน คือ เด็กเจน Z เจนอัลฟ่า เจนเบต้า ที่เพิ่งเกิด ทำอย่างไรให้มายื่นในโรงหนัง และทำให้สถาบันจะดำรงอยู่และทำให้ความศรัทธาอย่างไรให้ยั่งยืน

พ.อ.ปรเมษฐ์ ส่วนการแสดงออกทางช่องออนไลน์ที่ยังคงอยู่ แม้กระแสจะลดลง แต่ต้องยอมรับว่ามวลชนที่มีทัศนคติเชิงลบยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ การแสดงความเห็นเชิงลบย้ายไปอยู่บนเพจเฟซบุ๊กของสื่อมวลชนกระแสหลัก ทำให้บางสำนักต้องปิดคอมเมนต์ไป นอกจากนี้ภาพรวมประเด็นหลักที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ อาทิ ความภักดี การเรียกร้องคดี 112 การรำลึกเหตุการณ์ต่างๆ และเรื่องการเมือง ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะถูกนำมาผูกกับสถาบันทั้งสิ้น เราจะชี้นำหรือให้ความรู้กับประชาชน เด็กและเยาวชนอย่างไร ตรงนี้เป็นการบ้านที่เราต้องทำต่อไปและติดตาม ส่วนแนวโน้มของกระแสบางกลุ่ม จะมีทั้งกลุ่มสนับสนุน และกลุ่มเห็นต่าง ที่ออกมาเคลื่อนไหว และหลายๆ ครั้งทั้ง 2 กลุ่ม ต้องมาเผชิญหน้ากัน เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรไม่ให้ทั้ง 2 กลุ่มมาเผชิญหน้ากัน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงก็ติดตามอยู่ตลอด

พ.อ.ปรเมษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ติดตามสำรวจสถิติทุกช่องทาง ทางโซเชียลออนไลน์พบว่า แนวโน้มที่จะมาเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพสถาบัน ปี 63-68 โดยพบว่าที่พีคสุดคือ ปี 65 ที่มีม็อบ จากนั้นก็ลดลง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมือง รัฐบาล กฎหมาย และทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน นอกจากนี้ภายหลังจากที่ศาลมีคำวินิจฉัย “ห้ามใช้เรื่องนี้นโยบายหาเสียง” กลุ่มแกนนำต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องสถาบัน มีการหนีออกนอกประเทศ ทำให้ทางกายภาพและการเคลื่อนไหวต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียลดน้อยลง ขณะที่กลุ่มสนับสนุนก็มีการโพสต์สูง ซึ่งเป็นไปในเชิงการรำลึก เทิดทูน หรือร่วมงานพิธีสำคัญมากกว่าการมาดีเบต แบบในอดีต
“สถานการณ์ปีใน 68 พบว่า ต้นปี ม.ค.-เม.ย. ยังมีเรียกร้อง มาตรา 112 แต่ก็ต่ำลง ส่วนกลางปีมีประเด็นหลายอย่างทำให้สถิติสูงขึ้น แต่ช่วงท้ายปีกลุ่มสนับสนุนเคลื่อนไหวเยอะขึ้น ส่วนปลายปี ส.ค.- ธ.ค. กระแสศรัทธาสนับสนุนพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งการเสด็จสวรรคตของพระพันปีหลวง ทำให้คนที่เห็นต่างหยุดเคลื่อนไหว ล่าสุดมีจากการพระราชทานเงินช่วยน้ำท่วม100 ล้าน เพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่” พ.อ.ปรเมษฐ์ กล่าว
พ.อ.ปรเมษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้กระแสการต่อต้านสถาบันลดลง เช่น การเปลี่ยนแปลงกระแสของสื่อสังคม การบังคับใช้กฎหมาย กระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้นจากกรณีกัมพูชา การเดินทางผิดของกลุ่มผู้หลงผิดต่างๆ ที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เรื่องของความน่าเชื่อถือการตอบโต้ข้อมูลที่ใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก ซึ่งบทสรุปปี 2568 กระแสลบลดลง และแนวโน้มในอนาคต ปี 69 กระแสเชิงลบหลัก น่าจะอยู่ในภาวะถดถอย ปัญหาเรื่องทัศนคติเชิงลบของคนรุ่นใหม่ก็ยังมีอยู่ แต่จะเป็นในลักษณะคลื่นใต้น้ำมากกว่า ส่วนข้อเสนอแนะการทำงานของภาครัฐ คงต้องมุ่งเน้นที่เป็นทางการ ในการปลูกฝังแนวคิดและทัศนคติที่ถูกต้องของกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลัก เพื่อจัดการกับปัญหาที่เป็นเชิงลบทางทัศนคติ.



