เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ (โฆษก ทร.) กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยทั้ง 2 ประเทศได้ดำเนินความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งในระดับผู้บังคับบัญชา การประชุมหารือด้านความมั่นคงทางทะเล และความร่วมมือด้านปฏิบัติการในพื้นที่จริง ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองกองทัพเรือมีความแน่นแฟ้นและมีพัฒนาการที่มั่นคง

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า กิจกรรมร่วมที่สำคัญ ได้แก่ การฝึกลาดตระเวนร่วมในพื้นที่เส้นแบ่งเขตทางทะเล (เคซี ไลน์) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ ปรับปรุงขั้นตอนการประสานงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลความมั่นคงในทะเล นอกจากนี้ยังมีการฝึกร่วมทางทะเล PASSEX (แพสเซค) และการฝึกค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล SAREX (ซาเรคส์) ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของกำลังพลทั้ง 2 ฝ่ายในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและเหตุการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนในทะเล ภายหลังการฝึกแต่ละครั้ง ยังมีการผลัดเปลี่ยนการส่งเรือรบแวะเยี่ยมเมืองท่าระหว่างกัน ซึ่งถือเป็นการสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือทั้ง 2 ประเทศ และสร้างโอกาสให้กำลังพลได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมิตรภาพอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดกองทัพเรือเวียดนามได้นำเรือหมายเลข 264 และ 265 เดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 27-30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา โดยเข้าเทียบที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ 

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ ประเด็นข้อพิพาททางทะเล การละเมิดอธิปไตย การลักลอบกระทำผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ และภัยคุกคามทางทะเลรูปแบบใหม่ ทั้ง 2 ฝ่ายจึงมีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความพร้อมและยกระดับกลไกการประสานงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า ความร่วมมือที่หลากหลายและต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม มีบทบาทร่วมกันอย่างสำคัญในการธำรงความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมมุ่งผลักดันเพื่อให้เกิดพัฒนาการของแนวทางความร่วมมือ ให้มีความสอดคล้องกับภัยคุกคามและสิ่งท้าทายร่วมด้านความมั่นคงทางทะเลของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป