“พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะรัฐบาลรักษาการ “พรรคประชาชน” ในบทบาทแกนนำด้อมส้ม และ “พรรคเพื่อไทย” ที่พยายามกอบกู้ศรัทธาทางการเมือง การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 รายชื่อจากแต่ละพรรค จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมตามกติกา แต่สะท้อนยุทธศาสตร์การเมืองที่มุ่งเติมคะแนนนิยมตัวบุคคลให้สอดรับกับสถานการณ์ของพรรคอย่างชัดเจน
“พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯรักษาการ ชิงเดินเกมเร็วด้วยโชว์ตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 พร้อมประกาศต่อสาธารณะเทียบเชิญ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยที่บุคคลทั้ง 2 ออกอาการอึกอักไม่ตอบรับหลังทราบข่าว จึงถูกมองว่า “นายกฯหนู” ต้องการโหนกระแสภาพสวยของ 2 ผู้นำด้านเศรษฐกิจการค้า เสริมจุดแข็งในการแก้ปัญหาปากท้อง และยังรักษาฐานเสียงดั้งเดิมในกลุ่มรากหญ้าและสายอนุรักษ์นิยม
ด้วยภาพการลงพื้นที่ และการใช้ประเด็นชาตินิยม โดยเฉพาะท่าทีแข็งกร้าวต่อกัมพูชามาเป็นแรงหนุนทางการเมือง กลบภาพยุบสภาหนีการตรวจสอบ กลบภาพการบริหารผิดพลาดในการแก้ปัญหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่สำคัญยังสกัดกระแสเอาสแกมเมอร์ที่ลากโยงมาถึงบุคคลใกล้ตัว
ในฝั่ง “พรรคประชาชน” แม้จะมีกระแสความนิยมในระดับพรรคสูงจากคนรุ่นใหม่ และผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่การเปิดตัวแคนดิเดตทั้ง 3 คน ได้แก่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” “ศิริกัญญา ตันสกุล” และ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” กลับสะท้อนปัญหาเรื่อง “ตัวผู้นำ” ที่ยังไม่เด่นพอจะดึงคะแนนนอกฐานเดิม
จุดแข็งของพรรคคือ อุดมการณ์ที่ชัดเจน ความแหลมคมในการให้ความเห็นด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การคลัง เทคโนโลยี และความโปร่งใส โดยเฉพาะปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ พร้อมโชว์สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” รวมถึงทีมยุทธศาสตร์ที่แข็งแรง
แต่จุดอ่อนสำคัญ คือ คดี “44 สส.” จากการเสนอแก้ไข มาตรา 112 ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองของแคนดิเดตหลักถึง 2 คน คือ “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา” สร้างความไม่แน่นอนอย่างสูง
ขณะเดียวกันจุดพลิกผันคือการเดินการเมืองที่พลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก และต้องจับตาดูว่าพลาดซ้ำจนทำให้ต้องสวมบทบาทฝ่ายค้านตลอดชีวิตหรือไม่ ซึ่งการเดินเกมพลาดครั้งสำคัญคือ การทำตัวเป็นฝ่ายค้ำโหวตสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ถูกสังคมมองว่าเป็นดีลการเมืองที่บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค
กระแส “หนูต้มส้ม” และความล้มเหลวในการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ จน “นายกฯ” ต้องชิงตัดเกมด้วยการยุบสภา แม้จะยุบสภาหนีการซักฟอก แต่ทัวร์กลับไปลง “พรรคส้ม” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดการยุบสภา และอาจเกิดปัญหาในการที่ประเทศไทยจะสู้ศึกกัมพูชา เป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์ เมื่อจุดยืนของพรรคถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับอารมณ์สังคม จนถูกโจมตีว่า โลกสวย และไม่เข้าใจบริบทความมั่นคง
ด้าน “พรรคเพื่อไทย” เลือกยืนเกมนิ่ง ปล่อยให้ “น้ำเงินและส้ม” ปะทะกัน ขณะค่อยๆเก็บแต้มจากความเสียหายของฝ่ายอื่น แม้กระแสยุบสภาจะกลบการเปิดตัวแคนดิเดตไปบ้าง แต่ก็เตรียมเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ 3 คนในวันที่ 16 ธค.นี้
โดยมี “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ลูกชาย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายใหญ่เพื่อไทย รวมถึง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ตัวแทนบ้านจันทร์ส่องหล้า และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” หุ้นส่วนตระกูลชิน เพื่อแชร์อำนาจในพรรคมากขึ้น
สะท้อนยุทธศาสตร์ประคองอำนาจภายในพรรค แคนดิเดตนายกฯที่นำเสนอถูกมองว่า ไม่มีความโดดเด่นเพียงพอที่จะสู้กับการเมืองฟากตรงข้าม สถานการณ์ตอนนี้เป็นเพียงการใช้คะแนนสงสาร จากกรณี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ต้องถูกจำคุก และถูกศาลสั่งให้ชดใช้ภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางสภาพเลือดไหลไม่หยุด อดีตสส.ตบเท้าลาออกไปซบ “ค่ายน้ำเงิน” ซึ่งเป็นพรรคคู่แค้น
เมื่อพิจารณาจุดแข็งจุดอ่อนของแคนดิเดตทั้ง 3 พรรค 3 สี ในระยะเวลาไม่ถึง 60 วันก่อนการเลือกตั้ง ทุกพรรคยังมีช่องให้ปรับเกม ใช้ทั้งยุทธศาสตร์ และวิชามารทางการเมือง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพชา ปมสแกมเมอร์ และปัจจัยนอกสภาฯอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ การแข่งขันครั้งนี้จึงยังเปิดกว้าง ไม่มีใครได้เปรียบเด็ดขาด และทุกฝ่ายยังมีโอกาสพลิกเกมจนถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง.



