เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ที่มีนายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นประธานการประชุม

โดยนายนพดล กล่าวว่า ทาง กมธ. ได้มีการประชุมพิจารณาหารือมาแล้ว 12 ครั้ง ซึ่งได้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล รวมถึงเดินทางไปศึกษาที่ จ.ตราด จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.สระแก้ว จากผลการพิจารณาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ทาง กมธ. ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ MOU 2544 โดยมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544 ด้วยเหตุผล 7 ประการ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าว เข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น  

นายนพดล กล่าวว่า ประการที่สอง ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่า จะไม่ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนของเขตทางทะเลของทั้งสองประเทศ พ.ศ. 2544 ซึ่งการแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวมิใช่ครั้งแรก กัมพูชาได้เคยแจ้งกับฝ่ายไทยเมื่อปี พ.ศ. 2538 ว่า “เส้นไหล่ทวีปของกัมพูชา ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ ประการที่สาม ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลตลอดระยะเวลาอันยาวนานเช่นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีระหว่างการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและเวียดนาม หรือการจัดทำข้อตกลงในการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมกับมาเลเซีย นับเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดแจ้งว่า บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 มิอาจบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้

นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า ประการที่สี่ ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ แล้วเห็นเป็นที่แน่ชัดว่า ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมด หรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ และแสดงให้ประจักษ์ว่าราชอาณาจักรกัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลไปพร้อม ๆ กับการแบ่งปันผลประโยชน์ ตามหลักการที่เป็นแก่นสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 ประการที่ห้า กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ กรอบการเจรจาของบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 ซึ่งผูกเรื่องการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เข้ากับเรื่องการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเอาไว้ด้วยกัน แม้จะเห็นได้ว่าเป็นแนวทางที่พึงประสงค์ในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ ด้วยเหตุดังกล่าว การผูกมัดทั้งสองประเด็นเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา แทนที่จะเป็นกลไกในการส่งเสริมให้การเจรจาคืบหน้าตามที่ตั้งเจตนารมณ์ไว้

นายนพดล กล่าวอีกว่า ประการที่หก บันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 พ้นลักษณะของข้อตกลงชั่วคราวไปแล้ว หากจะถือเอาบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 เป็นข้อตกลงชั่วคราว (Provisional Arrangement) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea, 1982: UNCLOS) ข้อ 83 (3) ซึ่งจัดทำขึ้นในกรณีที่การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลไม่มีความคืบหน้านั้น ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้พ้นระยะเวลาที่อาจถือได้ว่าเป็นชั่วคราวไปแล้ว และได้กลายสภาพเป็นทางตันแทน 

นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า ประการที่เจ็ด ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจ จากฝั่งกัมพูชาที่ส่งผลกระทบทางลบ และไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในไหล่ทวีปเพื่อให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เกินจากความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ ที่หากพิจารณาในภาพรวมที่ไม่แบ่งแยกว่าบกหรือทะเล พบว่า กัมพูชามีพฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ส่งเสริมบรรยากาศในการเจรจาแม้แต่น้อย

นายนพดล กล่าวต่อว่า การยกเลิก MOU 2544 เพื่อแสวงหาข้อตกลงชั่วคราวรูปแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า และสามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้อย่างแท้จริง น่าจะเป็นแนวทางที่สมควรในอันที่จะผ่าทางตัน และบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทาง กมธ. มีข้อเสนอว่า 1.หลักการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หาก MOU 2544 มีการยกเลิกไป การเตรียมความพร้อมในการกำหนดเขตทางทะเลของหน่วยงานรัฐ และการให้ความรู้กับประชาชนยังคงต้องดำเนินต่อไป โดยต้องมีการออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีแนวทางในการดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสิทธิอธิปไตยทางทะเลของไทยทางโดยสมบูรณ์

นายนพดล กล่าวอีกว่า 2.กดดันกัมพูชาให้มาเจรจาแบ่งเขตทางทะเลโดยเร็วที่สุด โดยแสดงเจตจำนงยกเลิก MOU 44 ตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1968 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 56 โดยให้มีผลบังคับอีก 12 เดือน และหลังรัฐสภาไทยเห็นชอบซึ่งใช้บริหารเวลาให้เหมาะสมได้หลังแสดงเจตจำนงแล้วอาจเจรจากับกัมพูชา เพื่อตกลงร่วมกันยกเลิก MOU 44 หรือแก้ไขให้เหมาะสม โดยเน้นให้มีการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด 3.ใช้มาตรการทางนาวิกานุภาพ (Naval Power) กดดัน เช่น การปิดอ่าว (Blockade) ควบคุมเรือ สินค้าเข้าออกท่าเรือกัมพูชา

นายนพดล ยังกล่าวต่อไปว่า 4.พิจารณาประกาศเส้นฐานตรงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมตลอดแนวชายฝั่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ่าวไทยทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก ในบริเวณชายฝั่งที่ยังมีสถานะเป็นเส้นฐานปกติ เนื่องจากตามแนวชายฝั่งดังกล่าว ยังมีเกาะและหินเรียงราย ที่สามารถใช้เป็นจุดฐานในการสร้างเส้นฐานตรง เพื่อรองรับการกำหนดเขตทางทะเลกับกัมพูชา โดยไม่กระทบกับเขตแดนทางทะเลที่ไทยได้ทำข้อตกลงไว้กับประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด 5.ศึกษาแนวทางในการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างรัฐ โดยทำการศึกษาจากผลการพิจารณาตัดสินทั้งจากของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea : ITLOS) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล

นายนพดล กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้การคิดค้นวิธีการกำหนดเขตทางทะเลที่สามารถแสดงความเที่ยงธรรมให้เป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับขั้นตอนตรวจสอบความได้สัดส่วนในการกำหนดเขตทางทะเลที่ ICJ และ ITLOS นำมาประกอบการพิจารณา โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง จำนวน ขนาด และระยะทางจากฝั่งพื้นที่ทางทะเลที่เกิดจากเกาะหรือหินจะแสดงความเกี่ยวข้องกับพื้นที่สำหรับการกำหนดเขตทางทะเลที่ชัดเจน ให้ผลการปรับแต่งเส้นมัธยะเป็นแบบพื้นที่ ที่แสดงเป็นตัวเลขเป็นเครื่องมือในการยืนยันความเที่ยงธรรมที่เป็นรูปธรรม

นายนพดล กล่าวต่อว่า 6.กรณีการยกเลิก MOU 2544 รัฐบาลต้องพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน MOU 44 สิ้นผลบังคับ ทั้งโดยวิธีการเจรจาขอยกเลิกภายใต้ความยินยอมของทั้งสองประเทศ หรืออาศัยเหตุแห่งการสิ้นสุดของสนธิสัญญา หรือเหตุในการบอกเลิกหรือถอนตัวในฐานะรัฐภาคีสนธิสัญญาประการต่างๆ ตามข้อบทแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เช่น เหตุที่สนธิสัญญาได้สิ้นสุดลงโดยปริยายจากพฤติการณ์ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา หรือปฏิบัติตามโดยไม่สอดคล้องกับเจตนาเดิม

นายนพดล กล่าวต่อว่า หากยกเลิกเอ็มโอยูแล้วก็กลับไปใช้มาตรฐานสากลที่สหประชาชาติบังคับใช้อยู่ ซึ่งมีกฎหมายทางทะเลกำหนดไว้อยู่แล้ว ทุกประเทศก็ควรจะปฏิบัติตาม เมื่อเรานับหนึ่งใหม่ เพราะ 24 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าอยู่แล้ว การกลับไปใช้กฎหมายสากลก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้จากนานาประเทศ ในเมื่อกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต้องไปชี้แจงต่อสหประชาชาติ หรือภาคีต่างๆ ที่ประเทศกัมพูชาเป็นสมาชิกอยู่

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ถ้าไม่ยุบสภาเสียก่อน ก็สามารถนำมติของกรรมาธิการฯ เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ครม. ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของกรรมาธิการฯ

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะไม่ดำเนินการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU43-44 แล้ว นายนภดล ระบุว่า เชื่อว่าการที่กรรมาธิการฯ มาแถลงวันนี้ รัฐบาลก็น่าจะรับรู้แล้ว และหากรัฐบาลต้องการรายงานฉบับเต็มของกรรมาธิการฯ ก็สามารถแจ้งมาได้ กรรมาธิการฯ ยินดีส่งไปให้อย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีมติของวุฒิสภา.