เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ไปยัง “วีรกองทัพ” และประชาชนชาวกัมพูชา โดยมีใจความสำคัญระบุว่า ในนามของรัฐบาล กัมพูชาได้ตัดสินใจรับข้อตกลง “หยุดยิงทันที ณ จุดที่ตั้ง” (Stand-still Ceasefire) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา เพื่อยุติโศกนาฏกรรมจากการปะทะที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม

ย้ำหยุดยิงไม่ใช่การ “พ่ายแพ้” หรือ “แลกดินแดน”

ผู้นำกัมพูชายืนยันอย่างหนักแน่นว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะกัมพูชาหมดสมรรถภาพในการรบ หรือยอมแลกบูรณภาพแห่งดินแดนเพื่อสันติภาพ แต่เป็นการเลือกโดยยึดถือชีวิตประชาชนเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด พร้อมเปิดเผยตัวเลขความสูญเสียในฝั่งกัมพูชาว่า มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตแล้วถึง 32 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 93 ราย รวมถึงมีผู้อพยพหนีภัยสงครามกว่า 5 แสนคนที่รอคอยการกลับบ้าน

ยันอธิปไตยยังคงเดิม-เตรียมรับ 18 ทหารกลับบ้าน

ในแถลงการณ์ยังระบุชัดเจนว่า การรักษาฐานที่มั่น ณ จุดหยุดยิงนั้น “ไม่มีผลต่อการกำหนดเส้นเขตแดน” ซึ่งกัมพูชายังคงยึดถือตามสัญญาระหว่างประเทศและแผนที่ที่มีอยู่เดิม โดยหลังจากนี้จะใช้กลไกทางเทคนิคของคณะกรรมการปักปันเขตแดน (JBC) ในการแก้ปัญหาต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งข่าวดีว่า ภายหลังจากการหยุดยิงครบ 72 ชั่วโมง (ตามกำหนดวันที่ 30 ธันวาคมนี้) ฝ่ายไทยจะดำเนินการปล่อยตัว ทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ระหว่างการสู้รบ ให้กลับคืนสู่มาตุภูมิตามข้อตกลงที่ทำไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

ขอบคุณ “มหาอำนาจ” และ “อาเซียน” ช่วยประสาน

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวขอบคุณมิตรประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา, จีน และกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่มีส่วนสำคัญในการเจรจาไกล่เกลี่ย พร้อมแสดงความยินดีที่จะให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้ามาตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่หยุดยิง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสันติภาพที่ยั่งยืน

ตอนท้ายของแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ขอบคุณความเสียสละของทหารและตำรวจทุกนาย และเรียกร้องให้คนในชาติสมัครสมานสามัคคี โดยทิ้งท้ายด้วยคติเตือนใจว่า “แตกแยกคือตาย สามัคคีรัดกุมคือรอด” พร้อมอวยพรชัยให้ประชาชนมีความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้