โดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่และพรรคขนาดกลางประกาศแคมเปญจับขั้วจัดรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เพื่อชิงฐานเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหน “สาวกด้อมส้ม” แชมป์สส.สูงสุดในสภาเมื่อการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา ชูแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ขณะที่“ค่ายสีฟ้า” ประกาศแคมเปญ“ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม” ส่วน“ค่ายเซาะกราว”และ“กล้าธรรม” ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่จะแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้าน “เพื่อไทย”ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจับขั้วกับพรรคไหนจัดตั้งรัฐบาล แต่ขอดูเงื่อนไขจำนวนเสียง สส.หลังการเลือกตั้ง

ดูเหมือนว่าพรรคที่ขยันลงพื้นที่หาเสียงหนักสุดไม่หยุดแม้ช่วงเทศกาลปีใหม่ หนีไม่พ้น ”เพื่อไทย”นำโดย“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ที่เวลานี้แม้ว่าจะอยู่ในสถานะตกต่ำมากที่สุด หลังจากที่ได้เป็นรัฐบาลครั้งหลังสุดมานานกว่า 2 ปี ตั้งแต่ยุค “เศรษฐา ทวีสิน” ต่อเนื่องมาถึง “แพทองธาร ชินวัตร” เจอ “คลิปอังเคิล” ความผิดพลาดทางการเมืองอย่างร้ายแรง ที่ต้องจำตราตรึงไปจนตาย ทุกอย่างก็เลยวิกฤตดำดิ่งแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เห็นได้จากผลความคิดเห็นของประชาชนชาวสงขลาของนิด้าโพล ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ติดโผ ทั้งคะแนนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและพื้นที่ โดย “ยศชนัน” ระบุว่า “ต้องทำงานให้มากขึ้น ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน สิ่งใดที่โพลออกมาก็น้อมรับ และพร้อมที่จะปรับปรุง ซึ่งมีอีกหลายโพลที่ออกมาขนานกัน เราก็มีคะแนนนำ ถือเป็นสิ่งที่เป็นกำลังใจให้เรา แต่ก็ดีใจที่ประชาชนให้การตอบสนองที่ดีและทุกคนจำเราได้ ทำให้มีกำลังใจและมั่นใจมากยิ่งขึ้น“

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอยู่ในสถานะไหนต้องยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยและครอบครัว ชินวัตร ยังถือว่ารากฐานยังแน่น การเลือกตั้งคราวนี้น่าจะยังมีสส.ไม่ต่ำกว่า 70-80 คน หรือขาดเหลือบวกลบกว่านี้ไม่เกิน 10 ที่นั่ง ถูกจัดอยู่ในสถานะ “พรรคตัวแปรหลัก” ที่จะชี้เป็นชี้ตายให้ขั้วไหนระหว่างขั้วที่หนึ่ง หรือขั้วที่สอง ได้เป็นรัฐบาล ดังกล่าวย่อมมีอำนาจต่อรอง สูงมาก และยังมีแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 ยังเป็นคนในครอบครัว นั่นก็หมายความว่า ตระกูลชินวัตรยังไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ แน่นอน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสู้รบของทหารไทยสร้าง“กระแสชาตินิยม” เป็นแต้มต่อ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แต้มต่อ แต้มบวกจากกระแสชาตินิยมที่กำลังพุ่งสูงอยู่ในขณะนี้ เชื่อมต่อไปถึงการเลือกตั้ง ที่ถือว่ามีผลเป็นอย่างมาก แต่หากพูดถึงกัมพูชาเมื่อไหร่ถือเป็น “ของแสลง” แทบไม่อยากให้พูดถึง เพราะเหมือนเป็นการจี้ใจดำ พรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะพยายามขายภาพนักวิชาการ เทคโนแครต ของ ”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์“ หลานทักษิณ ชินวัตรก็ตาม.