เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันพร้อมกับพบปะหารือคณะผู้แทนภาคเอกชนไทย จาก 3 สถาบันหลัก ได้แก่ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เกี่ยวกับการวางยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ

โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวภายในงาน ว่า การวางยุทธศาสตร์ของไทยต้องพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการจากนายโดนัลด์  ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งฝ่ายไทยมองว่าการรักษากฎกติการะหว่างประเทศยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไทยจึงเน้นความสำคัญไปที่การรวมกลุ่มกับประเทศต่างๆ เช่น อาเซียน เพื่อร่วมกันประคับประคองกติกาสากล ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจจะต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานเป็นทีม ดังนั้น การหารือในวันนี้จึงถือเป็นการเริ่มต้นของนโยบายการทูตเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถนิ่งเฉยต่อมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ จึงจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้มากขึ้น อาทิ การดำเนินข้อริเริ่มนโยบายของไทยต่อภูมิภาคแอฟริกา (Thai – Africa Initiative) เนื่องจากไทยมองเห็นถึงความสำคัญ ศักยภาพ และการกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคแอฟริกา  ซึ่งในการบุกเบิกตลาดใหม่ การเมืองและการทูตจะต้องนำหน้าให้กับภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนการทำธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสีหศักดิ์ กล่าวยกตัวอย่างการวางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ คือ ต้องบูรณาการทำงานเป็นทีม ระหว่างหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมทั้งภาคเอกชนเพื่อให้การดำเนินงานใดๆก็ตามเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ตามนโยบายเศรษฐกิจ 3C ของไทย คือ จะต้องดำเนินการอย่างมั่นใจ (Confidence) มีศักยภาพในการแข่งขัน (Competitiveness) และดำรงความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างๆ (Collaboration partners) วันนี้จึงอยากฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมหารือเพื่อนำไปขับเคลื่อนนโยบายทางการทูตและการเมืองได้อย่างรอบด้าน

ต่อมา รมว.ต่างประเทศ แถลงหลังการหารือ ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านนโยบายการทูตเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ และผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งยังเดินหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของไทย โดยจะเพิ่มการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบริบทการค้าโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรเพื่อร่วมกันรักษากติกาการค้าระหว่างประเทศ รักษาตลาดเดิมไปพร้อมกับการพัฒนาตลาดใหม่ที่ไทยยังเข้าไม่ถึงอย่างเต็มที่ เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา และลาตินอเมริกา

ด้านนางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา กล่าวถึงการแสวงหาโอกาสทางการทูตเศรษฐกิจของไทยในภูมิภาคแอฟริกา ว่าจะมีการปรับบทบาทให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและสินค้าไทย โดยจะเสริมสร้างความร่วมมือกับภูมิภาคแอฟริกา 4 ด้าน เช่น การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน การจัดทำเอฟทีเอกับประเทศหลัก ๆ ไทยจะสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนกับแอฟริกา ผ่านองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ไทยกับแอฟริกาจะสนับสนุนกันและกันในประเด็นระหว่างประเทศที่มีความสนใจร่วมกัน และมีบทบาทที่สร้างสรรค์ร่วมกัน ในการจัดการกับระเบียบโลกใหม่ เช่น การส่งเสริมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรมาเป็นเครื่องมือในการกดดันประเทศอื่น ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตน เช่น กรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่ขึ้นภาษีศุลกากร อัตราร้อยละ 25 ต่อประเทศคู่ค้ากับอิหร่าน ว่าไม่เห็นด้วยกับการนำเรื่องภาษีมาใช้กดดันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษี ทั้งยังเป็นการกดดันประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ โดยตรง ให้ปรับท่าทีคล้อยตามตนเอง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าประเด็นความผันผวนทางภูมิศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนอย่างมาก จึงจำเป็นต้องร่วมกันคิดและวางยุทธศาสตร์กับภาคเอกชน ซึ่งเป็นทั้งความท้าทาย และเป็นทั้งโอกาส หากไทยสามารถวางบทบาทในเรื่องดังกล่าวได้ดี

“ผมคิดว่าตรงนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก มันมาแล้ว และทำอย่างไรที่เราจะกำหนดยุทธศาสตร์ โดยมองทุกอย่างให้รอบด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆ รักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันเรายังมีโอกาสที่จะพัฒนาตลาดสหรัฐได้อีก” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ยังเกิดความผันผวนภายในภูมิภาคอาเซียน เช่น ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของอาเซียน ทั้งการรักษากติกาสากล และด้านเศรษฐกิจภายในภูมิภาค ตามที่ได้วางยุทธศาสตร์ไว้หรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยยังมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเดินหน้าเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ส่วนในกรอบอาเซียน ไทยและกัมพูชายังสามารถร่วมมือกันได้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของอาเซียน โดยเฉพาะในขณะนี้อาเซียนต้องเดินหน้าในเรื่องการลงทุนทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรี การประสานความร่วมมือด้านดิจิทัล ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้เกิดผลดีต่อส่วนรวม ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาจึงไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด