เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) ชั้น 2 ของบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. นำแถลงผลปฏิบัติการ “The Transporter Operation ปิดเกมล่า นายหน้าคนเถื่อน” ทลายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์เชื่อมโยงเครือข่ายขนคนข้ามแดน โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 9 จุด ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, พิษณุโลก, กำแพงเพชร และตาก สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย แบ่งเป็นชาวจีน 1 ราย และชาวไทย 3 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ยึดของกลางรวมมูลค่ากว่า 114 ล้านบาท

พ.ต.ต.กษิดิศ ดิลกคุณานันท์ สว.กก.1 บก.ปอท. เปิดเผยพฤติการณ์ว่า คดีเริ่มจากมีผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดียให้ร่วมลงทุนขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันปลอมชื่อ “Tkshop” ซึ่งอ้างว่าเป็นของ Tiktokshop โดยระบบทำงานคล้ายคลึงของจริงจนเหยื่อหลงเชื่อ โอนเงินลงทุนและค่าดำเนินการเข้าบัญชีคนร้าย แต่กลับไม่สามารถถอนเงินได้ โดยคนร้ายมักอ้างว่าทำผิดกฎต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อก จากการตรวจสอบระบบแจ้งความออนไลน์ Thailand police online พบผู้เสียหายถูกหลอกในลักษณะนี้ถึง 88 เคส รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 25 ล้านบาท

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ขบวนการนี้จะแปลงเงินของผู้เสียหายเป็นคริปโตเคอร์เรนซี แล้วโอนต่อไปยังกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ผ่านบัญชีม้า ซึ่งผู้ต้องหาชาวจีนในคดีนี้ถือเป็นตัวการใหญ่ที่รับผลประโยชน์จากหลายคดี ทั้ง Romance scam และการสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยพบความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกกว่า 67 ราย เสียหายกว่า 15 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบเส้นเงินเชื่อมโยงไปถึงขบวนการลักลอบขนคนต่างชาติไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน และการฟอกเงินผ่านธุรกิจรถไถและอุปกรณ์การเกษตรบังหน้า

ร.ต.อ.ปฏิญญา สงวนศักดิ์เกษร รอง สว.กก.1 บก.ปอท. ระบุว่า ขบวนการนี้มีคนจีนเป็นนายหน้า รับจ้างส่งคนตามชายแดนพื้นที่ชเวก๊กโก่ ประเทศเมียนมา, สามเหลี่ยมทองคำ ประเทศลาว และเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อัตราค่าจ้างตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ทั้งยังลักลอบขนอุปกรณ์สำคัญ ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ, ซิมการ์ด และจานดาวเทียม Starlink รวมถึงส่งเงินสดกลับไปยังขบวนการในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ด้าน พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท. กล่าวว่า ทรัพย์สินที่ยึดอายัดได้กว่า 114 ล้านบาท คือ เงินสด, รถไถ 30 กว่าคัน, รถแบ๊กโฮ, ทองคำแท่ง และสินค้าแบรนด์เนม จะถูกส่งไปยัง ปปง. เพื่อขายทอดตลาดและเฉลี่ยทรัพย์คืนผู้เสียหาย พร้อมยกตัวอย่างคดี “กองร้อยปอยเปต” ที่ยึดทรัพย์ได้กว่า 35 ล้านบาท โดยขณะนี้ ปปง. ได้ประกาศให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ถึง 11 มีนาคม 2569 ที่สำนักงาน ปปง. ถนนพญาไท หรือเว็บไซต์ https://www.amlo.go.th/index.php/th/ หรือโทร. 0-2219-3600, 0-2219-3902 และสายด่วน 1710