วันที่ 16 ก.พ. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 จีดีพีขยายตัว 2.5% ปรับตัวเพิ่มกว่าคาด จากเครื่องชี้หลายตัวขยายตัวเร่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนรวม 8.1% เป็นภาคเอกชน 6.5% และภาครัฐ 13.3% เร่งตัวขึ้นแรง

ด้านส่งออกสินค้าและบริการ 5.6% เป็นการส่งออกสินค้า 8.7% และบริการหดตัว 6.9% ส่วนการก่อสร้างขยายตัว 11.2%

รายละเอียด ในเรื่องอุปโภคบริโภคเอกชน จะเห็นว่าขยายตัว 3.3% ขยายตัวเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทน ที่ขยายตัว ถึง 12.2% เร่งขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า จากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า อีวี 3.0 , การใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน กึ่งคงทน ขยายตัวจากมาตรการรัฐ

อุปโภคบริโภครัฐบาล กลับมาขยายตัว 1.3% หลังจากลดลง 3.9% ในไตรมาสก่อนหน้า จากการเร่งการเบิกจ่ายฟร้อนโหลดของภาครัฐ

การลงทุนเอกชน ขยายตัว 6.5% เร่งจาก 4.5% จากไตรมาสก่อนหน้า จากลงทุนเครื่องมือเครื่องจักร ขณะที่ภาคเอกชนเรื่องการก่อสร้าง ขยายตัวทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดก่อสร้างโรงงาน

ลงทุนภาครัฐ กลับมาขยายตัว 13.3% เทียบหดตัวไตรมาสก่อนหน้า 5.3% จากเร่งรัดเบิกจ่ายลงทุน งบลงทุนงบประมาณและการเบิกจ่ายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท

การส่งออกไตรมาสที่ผ่านมา 9.4% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า 11.5%

สินค้าส่งออกเพิ่ม อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถกระบะ รถบรรทุก

เศรษฐกิจไทยปี 2568

เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% มากกว่าที่คาดไว้มาก เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 รวมทั้งปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท (5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท (5.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2567 

และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปี (8,200.9 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี)เพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี (7,539.3 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี) ในปี 2567 

สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.81% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ -0.1% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1% ของ GDP

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ 

มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง (-0.3%) – 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมปี 68 อยู่ที่ต่อหัวต่อทริป 44,600 บาท เป็น 47,000 บาทต่อหัวต่อทริป

ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภาคเอกในประเทศ

2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อยการใช้จ่ายภาครัฐ

3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง

4.ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการเกษตร

ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง 4 เรื่อง ได้แก่

1.ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก

2.ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอี ยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

3.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุงแรงมากขึ้น

4.เงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง

“กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นทางการเข้ามาดำเนินการบริหารรปะเทศเต็มรูปแบบ ใช้ระยะเวลา ถ้าทำได้เร็วภายในช่วงไม่เกิน มี.ค. หรือต้นเม.ย.นี้ จะช่วยให้การจัดทำงบประมาณ 70 สามารถดำเนินการได้ล่าช้าไม่มาก ล่าช้า 2 เดือน แต่ถ้าการตั้งรัฐบาลล่าช้า ส่งผลต่อทำงบปี 70 ทำให้กระทบเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจที่เป็นเงินลงทุนใหม่”