ทุกตรุษจีน ตลาดสดจะกลับมาคึกคัก ผู้คนออกมาซื้อเป็ดพะโล้ ไก่ต้ม และหมูสามชั้นไปเตรียมไหว้เจ้าเหมือนทุกปี ทว่าในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤติสิ่งแวดล้อม การเลือกของไหว้จึงไม่ได้มองแค่เรื่องความเชื่อหรือความสะดวกเท่านั้น หลายคนเริ่มหันมาสนใจว่าอาหารที่ใช้ในพิธีเหล่านี้ส่งผลต่อโลกอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรไปจนถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า การผลิตเนื้อสัตว์แต่ละกิโลกรัมต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งน้ำ พื้นที่ และพลังงาน รวมถึงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่แตกต่างกัน การรู้ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือกของไหว้ได้อย่างสบายใจขึ้น และลดผลกระทบต่อโลกไปพร้อมกัน
อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ ‘ของไหว้ที่เหลือหลังพิธี’ อาหารจำนวนไม่น้อยกลายเป็นขยะ และเมื่อถูกนำไปฝังกลบก็จะปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น ตรุษจีนปีนี้จึงอาจเป็นโอกาสดีในการปรับวิธีเลือกและจัดการอาหารให้ยั่งยืนขึ้น โดยยังคงรักษาธรรมเนียมเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน
วัดระดับความรักษ์โลกของไก่ หมู เป็ด
เนื้อสัตว์ที่ใช้ในชุดซาแซมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่เท่ากัน หากดูตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม จะพบว่า ไก่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 6-10 กก.คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หมูประมาณ 7-12 กก.คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเป็ดอยู่ราวๆ 3.09-5 กก.คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ด้านการใช้น้ำก็แตกต่างกันเช่นกัน ไก่ใช้น้ำประมาณ 4,300 ลิตรต่อกิโลกรัม ขณะที่หมูใช้น้ำสูงกว่า อยู่ที่ราว 6,000 ลิตร ส่วนเป็ดแม้ตัวเลขการปล่อยก๊าซจะไม่สูง แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำในการเลี้ยงดูมากตามธรรมชาติ จึงยังถือว่าใช้ทรัพยากรน้ำสูงอยู่
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลดังกล่าว ในกลุ่มเนื้อสัตว์ที่นิยมไหว้เจ้า ไก่จึงถือว่ามีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุด เลี้ยงได้เร็ว ใช้อาหารและพื้นที่น้อย การเลือกไก่บ้านหรือไก่ออร์แกนิกที่เลี้ยงแบบปล่อยยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ขณะที่หมูมีผลกระทบระดับกลาง จุดสำคัญคือระบบจัดการของเสีย หากฟาร์มมีระบบก๊าซชีวภาพก็สามารถเปลี่ยนมูลสัตว์เป็นพลังงานและลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ ส่วนเป็ดแม้ตัวเลขการปล่อยก๊าซจะไม่สูงนัก แต่จำเป็นต้องใช้น้ำและพื้นที่มาก ทั้งมักผ่านการขนส่งระยะไกล การเลือกซื้อจากแหล่งผลิตในท้องถิ่นจึงอาจเป็นตัวเลือกช่วยลดผลกระทบได้
ซาแซ 4.0 ทางเลือกใหม่ของคนรุ่นใหม่
กระแสอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทำให้ ‘เนื้อจากพืช’ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่กำลังมาแรง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถเลียนแบบรสชาติและรูปลักษณ์ของไก่ เป็ด และหมูได้ใกล้เคียงของจริง ทั้งยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการผลิตเนื้อจากพืชปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปถึง 70-90% และยังใช้น้ำน้อยกว่ามาก
นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอย่างเต้าหู้ที่ชาวจีนนิยมทานกันมานาน เต้าหู้มีความหมายถึงความมั่งคั่งและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ที่นอกจากจะใช้แทนเนื้อสัตว์ในชุดไหว้ได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากการกินเนื้อสัตว์ติดมันในช่วงเทศกาลได้อีกด้วย
ปัญหาใหญ่กว่าเนื้อสัตว์ คือขยะอาหาร
ประเทศไทยมีขยะอาหารเฉลี่ย 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และช่วงตรุษจีนคือช่วงที่ปริมาณขยะพุ่งสูงที่สุด การซื้อของไหว้เกินจำเป็นจึงกลายเป็นภาระต่อโลกโดยไม่รู้ตัว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการคำนวณปริมาณอาหารให้พอดีกับจำนวนคน ไก่ 1 ตัวน้ำหนักประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม สามารถกินได้ 4-6 คน และปริมาณเนื้อที่เหมาะสมคือ 100-150 กรัมต่อคน ครอบครัวขนาดเล็กอาจเลือกซาแซแทนโหงวแซเพื่อลดของเหลือ
ไม่เพียงเท่านี้ ของไหว้ยังสามารถนำมาทำเมนูใหม่ได้อีกหลายอย่าง เช่น ทาโก้ไก่ฉีก พาสต้าเป็ด หรือกะเพราหมูจากหมูไหว้ วิธีเหล่านี้ช่วยให้ของไหว้ถูกทานจนหมด ลดขยะ และประหยัดค่าใช้จ่ายหลังเทศกาลทั้งนี้ หัวใจของตรุษจีนคือการขอบคุณบรรพบุรุษและการได้กลับมารวมตัวกันของครอบครัว การเลือกวัตถุดิบอย่างใส่ใจจึงเป็นอีกวิธีในการดูแลโลกให้ลูกหลานในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไก่ที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ เลือกหมูจากฟาร์มที่จัดการของเสียอย่างเหมาะสม หรือทดลองใช้ซาแซจากพืช ทุกทางเลือกเล็กๆ เหล่านี้สามารถรวมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมใหม่ที่ความเฮงและความยั่งยืนเดินไปพร้อมกันในทุกเทศกาลตรุษจีน



