เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกาอดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้เคยทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาความเป็นธรรมของรัฐ ผมได้เห็นอย่างใกล้ชิดว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยจำนวนมาก มิได้เกิดจากความแตกต่างทางความคิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่เข้าใจต่อบทบาท-สิทธิ-หน้าที่ของกันและกันในระบอบประชาธิปไตย หลายสิบปีที่ผ่านมา แนวคิด “สองนคราประชาธิปไตย” ของอาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ถูกใช้เพื่ออธิบายการเมืองไทยอย่างทรงพลังมาก แนวคิดนั้นบอกว่า ประเทศไทยมี “สองโลกทางการเมือง” โลกแรก คือ ชนบท ผู้คนชนบทจำนวนมากใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือกำหนดรัฐบาล ในขณะที่ โลกที่สอง คือเมืองใหญ่ซึ่งใช้การเคลื่อนไหวทางการเมือง การชุมนุม และแรงกดดันสาธารณะ เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางอำนาจ

ภาพที่เราคุ้นเคยจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนชนบทตั้งรัฐบาล แต่คนเมืองล้มรัฐบาล ประวัติศาสตร์ไทยหลายช่วงดูเหมือนจะพิสูจน์สมการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหลายคนมองว่า นี่คือ Q.E.D. หรือ ซึ่งต้องพิสูจน์แล้ว (ซ.ต.พ.). ของสมการการเมืองไทย แต่คำถามสำคัญคือ วันนี้…สมการนี้ยังพอหรือไม่ โลกกำลังเปลี่ยน และการเมืองไทยก็เปลี่ยนไปแล้ว

ในอดีต อำนาจทางการเมืองไทยอาจถูกแบ่งระหว่าง

• พื้นที่ชนบท

• พื้นที่เมือง

แต่ในศตวรรษที่ 21 ได้เกิด “นคราใหม่” ขึ้นมา เป็นนคราที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีพรมแดน และไม่มีภูมิศาสตร์

นครานั้นคือโลกโซเชียล ในโลกนี้ คนจากเชียงราย อุบลราชธานี กรุงเทพ หรือแม้แต่ต่างประเทศสามารถอยู่ใน “พื้นที่การเมืองเดียวกัน” ได้ทันที สามารถจุดไฟทางการเมืองได้เร็วกว่าเวทีปราศรัยหลายพันเท่าและในหลายครั้งกระแสในโลกออนไลน์สามารถกำหนดการเมืองจริงได้ นี่คือ สามนคราประชาธิปไตย ดังนั้น การเมืองไทยในวันนี้จึงไม่ได้มีเพียง “สองนครา”อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สามนคราประชาธิปไตย”

นคราที่หนึ่ง คือ นคราแห่งคะแนนเสียงประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ต่าง ๆของประเทศใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือกำหนดรัฐบาล

นคราที่สอง คือ นคราแห่งการเคลื่อนไหว กลุ่มพลเมืองในเมืองใหญ่ ใช้การรวมตัว การชุมนุม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางประเทศ

นคราที่สามคือ นคราแห่งกระแส โลกโซเชียลที่ไม่มีพรมแดนซึ่งสามารถสร้างเรื่องเล่า สร้างแรงกดดัน และสร้างความชอบธรรมทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว นครานี้ไม่มีนายกเทศมนตรี แต่มี “อัลกอริทึม” (algorithm)

มันคือชุดขั้นตอนหรือกฎเกณฑ์ในโลกไซเบอร์ที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์หรือระบบคำนวณตัดสินใจหรือแก้ปัญหา พูดง่าย ๆ คือ มันสามารถเป็นชุดสมการยุคศตวรรษที่ 21 ที่เป็นสูตรหรือขั้นตอนที่ระบบใช้ในการคำนวณและตัดสินใจที่ทรงพลังมากที่สุดในเวลานี้ ไม่มีพรรคการเมือง แต่มีเครือข่าย(network) เข้าถึงฝ่ามือและหัวใจของประชาชน ที่ในยุคนี้เวทีปราศรัยเริ่มลดบทบาทลงอย่างมากแต่มี หน้าจอมือถือของประชาชนทั้งประเทศ สมรภูมิใหม่ของประชาธิปไตยไทยกำลังเปลี่ยนไป

ในโลกเก่า รัฐบาลชนะได้ด้วย “คะแนนเสียง” แต่ในโลกใหม่ รัฐบาลอาจแพ้ได้ด้วย “กระแส” ข่าวปลอมหนึ่งชิ้น คลิปหนึ่งคลิป หรือ เรื่องเล่าหนึ่งเรื่องสามารถสร้างความปั่นป่วนในสังคมได้เร็วกว่าเครื่องมือทางการเมืองแบบเดิมนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับรูปแบบความขัดแย้งใหม่ เช่น สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ความขัดแย้งแบบผสมผสาน (Hybrid Conflict)และ การบิดเบือนข้อมูลในโลกดิจิทัล (Digital Manipulation)เพราะการเมืองในศตวรรษนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงใน รัฐสภา แต่ยังเกิดขึ้นใน พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ของประชาชน(timeline)

มาถึงจุดนี้ ผมขอชวนทุกท่านคิดชวนคุยว่า ถ้าประเทศหนึ่งมี

• นคราแห่งคะแนนเสียง

• นคราแห่งการเคลื่อนไหว

• และนคราแห่งกระแส

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครชนะการเลือกตั้ง แต่คือ ใครสามารถรักษาความเชื่อมั่นของสังคมได้ เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้ตั้งอยู่เพียงบนกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่ตั้งอยู่บนสิ่งที่เปราะบางกว่านั้นมาก นั่นคือ “ความไว้วางใจ” ของประชาชน

ผมกำลังคิดถึง ทางรอดของประเทศไทย ครับ คือผมคิดว่า ประเทศไทยไม่อาจเดินต่อไปได้ หากสามนครานี้

• ไม่เข้าใจกัน

• ไม่เคารพกัน

• และไม่ยอมรับกัน

หากนคราหนึ่งพยายามล้มหรือด้อยค่าอีกนคราหนึ่ง ประเทศไทยของเราจะติดอยู่ในวงจรความขัดแย้งไม่รู้จบ

แต่หากสามนครานี้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยที่ต่างฝ่ายต่างรู้และเข้าใจและทำตามบทบาทสิทธิและหน้าที่ในบริบทที่แตกต่างแต่ไม่แตกแยกของตนยึดหลักธรรมาภิบาลและผลประโยชน์ชาติความดีส่วนรวมเป็นหลัก จะส่งผลให้ ประชาธิปไตยไทยจะเข้มแข็งกว่าที่เคยเป็นมา

ดังนั้น บทเรียนสำคัญ คือ ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชนะ แต่คือ ศิลปะของการอยู่ร่วมกันของผู้คน ชนบท เมือง และโลกออนไลน์ ต้องไม่กลายเป็นศัตรูของกันและกัน แต่ต้องกลายเป็น พลังร่วมของชาติ (National Power) วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนน่าจะตระหนักครับ ว่าความอยู่รอดและความมั่นคงของชาติและของประชาชนไม่ได้อยู่ในมือของนคราใดนคราหนึ่ง

แต่อยู่ในมือของ พวกเราทุกคน จงใช้เสียงของเราอย่างมีสติจงใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และจงปกป้องประชาธิปไตยด้วยความจริง ไม่ใช่ด้วยความเกลียดชัง เพราะถ้าสามนคราไม่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ประเทศไทยอาจจะมีผู้ชนะทางการเมืองแต่จะไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงทั้งวันนี้และวันหน้า