เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 มี.ค.2569 โดยมีเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทั่วโลก เข้าร่วม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กงสุลที่ประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าร่วมการอบรมผ่านช่องทางออนไลน์ สำหรับการสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านกงสุลในต่างประเทศได้รับทราบนโยบายและพัฒนาการของงานกงสุลจากผู้บริหาร รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อุปสรรคในการปฏิบัติงาน และหารือแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน
นายวิชาวัฒน์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่ง ว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่กงสุลทุกคน โดยวันนี้จะมีโอกาสได้ถามทุกข์สุขความเห็นและข้อแนะนำจากพวกเราทุกคน การที่เจ้าหน้าที่กงสุลจากทุกภูมิภาคได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างความรู้ร่วมกันในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกระทรวงการต่างประเทศในการพัฒนางานกงสุลให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงอยู่เสมอ ขณะนี้เราประชุมท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก เราจะนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะปัญหาต่างๆมีทั้งความเร่งด่วนและมีระดับความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
“บทเรียนจากกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และวิกฤติอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าบทบาทของเจ้าหน้าที่กงสุลมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะด่านหน้าของประเทศซึ่งทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทยในต่างแดน ผมเชื่อว่าจากนี้ไปงานของกรมการกงสุลไม่อาจดำเนินไปในลักษณะตั้งรับหรือคอยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เราจะต้องขับเคลื่อนเชิงรุกและการป้องกันได้อย่างชัดเจน”นายวิชาวัฒน์ กล่าว

นายวิชาวัฒน์ กล่าวเน้นย้ำนโยบายสำคัญ 4 ประการ คือ 1.การทูตเพื่อประชาชน เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั่วโลก อาทิ การดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยและแรงงานไทยในต่างแดนให้ได้รับความเป็นธรรมและสวัสดิภาพที่เหมาะสม การเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษาตลาดแรงงานและธุรกิจใหม่ๆ เพื่อนำเม็ดเงินและความกินดีอยู่ดีกลับสู่ครอบครัวคนไทย 2.การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้ในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประกอบการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และปรับปรุงระบบงานกงสุลให้ทันสมัย พัฒนาการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
นายวิชาวัฒน์ กล่าวว่า 3.การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทุกคนย่อมทราบดีว่างานกงสุลไม่สามารถดำเนินการโดยลำพังได้ เราจำเป็นต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นของประเทศที่เราประจำอยู่ ประสานงานกับชุมชนไทย ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานภายในประเทศเพื่อเสริมสร้างระบบคุ้มครองคนไทยให้เข้มแข็งและยืดหยุ่น การสื่อสารเชิงรุก การใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ การประสานงานกับหน่วยงานเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว 4.มาตรฐานทางจริยธรรมและวิชาชีพ โดยหัวใจของงานกงสุลคือ การบริการด้วยความเข้าใจและรับผิดชอบทุกการตัดสินใจ อาจมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความปลอดภัยและอนาคตของประชาชน เราจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ นอกจากนี้การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องทางด้านภาษา กฎหมายท้องถิ่น ทักษะการเจรจา การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต จะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างมืออาชีพ
“เจ้าหน้าที่กงสุลทุกคนในทุกสำนักงานเป็นส่วนสำคัญในการเป็นด่านหน้าของประเทศ และจะทำงานควบคู่เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันอย่างมีเอกภาพ ขอขอบคุณน้อง ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ งานของพวกเราทุกคนอาจไม่ได้อยู่ในสายตาของสาธารณชนเสมอไป แต่สำหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือในยามยากลำบาก งานของพวกท่านมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงการต่างประเทศ ของรัฐบาลไทย ของประเทศไทยตลอดไป”นายวิชาวัฒน์ กล่าว



