เมื่อวันที่ 16 เม.ย.69 ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ได้เข้าพบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และร่วมพูดคุยหารือถึงแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยมี นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ, นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการฯ และคณะ เข้าร่วม ณ ชั้น 11 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคาร C
ในโอกาสนี้ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ได้มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีแก่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ในการเข้ารับตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงของที่ระลึกจากซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ก่อนที่จะร่วมพูดคุยหารือถึงแนวทางและปัญหาในวงการกีฬาไทย ร่วมกันกว่า 2 ชั่วโมง

ภายหลังการประชุมหา นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เริ่มต้นพูดคุยกันผลักดันวงการกีฬากับคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ซึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ที่ขณะนี้เหลืออยู่เพียง 3 ประเทศสุดท้าย ก่อนจะมีการตัดสินโดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ซึ่งมีประเทศไทยติดอยู่ในนี้ด้วย ทั้งนี้การจัดการแข่งขันจะต้องใช้งบประมาณที่มีการทำแผนมาจากทั้งคณะกรรมการโอลิมปิคฯ และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่ 5,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบจัดการแข่งขันและจะใช้ในการเตรียมนักกีฬาอีกจำนวนหนึ่งด้วย
“ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อะไรที่สามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ก็มีหน้าที่ในการให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่เนื่องด้วยการเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ ต้องใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง และเป็นงบผูกพันธ์ที่จะต้องมีการใช้เตรียมการเป็นระยะเวลา 4 ปีนับจากนี้ ผมจะเชิญ กกท. ในการดูรายละเอียดข้อมูล ดูความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประเทศชาติและคนไทยจะได้รับ เพื่อเร่งนำเรื่องเข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ก่อนจะผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทันในวันที่ 21 เม.ย.นี้”

รมต.กีฬา กล่าวอีกว่า โดยหลักการการทำงานทุกอย่างตนจะยึดความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับเป็นหลัก ซึ่งยูธโอลิมปิกเกมส์ ก็เป็นมหกรรมที่ต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพ ก็อยากจะให้มั่นใจว่าจะเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าที่สุดในภาวะที่โลกอยู่ในความไม่ปกติของสภาวะเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจ
ขณะที่ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ กล่าวว่า การได้เข้าหารือพูดคุยกับรัฐมนตรีสุรศักดิ์ในวันนี้ มีหลายเรื่องที่เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาในวงการกีฬา ซึ่งท่านก็ได้เปิดรับฟังเป็นอย่างดี ส่วนยูธโอลิมปิกเกมส์ ก็คงต้องไปจบที่นายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ควรจะปรับปรุงแก้ไขหลายอย่าง ซึ่งท่านก็รับฟังและพร้อมจะเดินหน้าแก้ปัญหา หลังจากนี้ก็คงจะได้มีโอกาสได้เข้าพบและหารือกับรัฐมนตรีอีกหลายครั้ง เพื่อร่วมกันผลักดันและพัฒนาวงการกีฬาไทย ให้ไปอยู่ในจุดที่เป็นสากลและสดใสมากขึ้นแน่นอน.



