นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการเร่งด่วนรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและการเจรจาจัดหาปุ๋ยจากต่างประเทศนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบ 13 มาตรการ 3 ระยะ เพื่อรับมือความผันผวน ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการและจัดหาปุ๋ยเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 เพื่อลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยด้านสารปรับปรุงดินและเกษตรชีวภาพ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลเชิงพื้นที่ นำมาจัดทำเป็นระบบและถ่ายทอดสู่เกษตรกรผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการติดตามประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร โดยปลัดเกษตรฯ ได้ย้ำให้ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ได้รับทราบโครงการนำร่องปุ๋ยอินทรีย์จากน้ำนมดิบ หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมักอะมิโนนม) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดจากผลกระทบของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการยางแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินนำน้ำนมดิบส่วนเกินมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพที่มีกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหารของพืช ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการของกรมพัฒนาที่ดิน และได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรสามารถผลิตและใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และยกระดับความเข้มแข็งของภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน



