เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้เรียกรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับฟังรายงานการทำงาน

เวลา 09.30 น. นายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 175) ที่ตึกภักดีบดินทร์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เช่น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วาระการประชุม มีเรื่องพิจารณาที่สำคัญ คือ เรื่องการปรับปรุงอัตรานโยบายค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และเรื่องการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน 

นายอนุทิน กล่าวก่อนการประชุมว่า การประชุมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว จึงจะพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดเสนอเรื่องแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2567 ถึงปี 2580 เป็นแผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการด้านพลังงานของประเทศ 2.ขอให้กระทรวงพลังงานศึกษามาตรการในการให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง ในการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

ที่ประชุมวันนี้จะมีการพิจารณา 2 เรื่องหลักคือ 1.การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ตนขอเน้นย้ำว่าเป็นบ้านอยู่อาศัย ไม่ใช่อุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการ และ 2.การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับประชาชน

“ในส่วนนี้ต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น เพราะมีการให้สัมภาษณ์บูลลี่ต่างๆ จากกลุ่มนักวิชาการว่า ที่คนใช้ไฟฟ้ามากต้องมาอุ้มคนใช้ไฟฟ้าน้อย เราจึงต้องตัดตอนก่อน มันเป็นการให้ข้อมูลที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงขอให้ รมว.พลังงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงและแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อไป” นายกฯ กล่าว.