เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 5 พ.ค. ที่สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชน เปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน “กรุงเทพง่ายๆ BY ผู้ว่าประชาชน” โดยมีแกนนำพรรคประชาชน อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย สส.กทม. ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก ทั้งนี้ ก่อนเริ่มงานได้เปิดวีดิทัศน์แนะนำตัวผู้สมัคร สก. ทั้ง 50 เขต รวมถึงปัญหาที่ สส.กทม. สะท้อนออกมา เช่น การคมนาคม สิทธิการส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล
พรรคประชาชนเปิดตัว ‘ดร.โจ’ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เขากล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวที ว่า “ถ้าไปถามคนขายข้าวแกง ไรเดอร์ พนักงานออฟฟิศ ไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตเขาง่ายเลย เพราะชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเลี้ยงลูก หรือเลี้ยงพ่อแม่ก็ยากลำบาก บางคนอาจต้องเสียสละลาออกจากงาน หางานยากในยุคที่คนตกงาน มีเทคโนโลยี AI เข้ามาทดแทน ดังนั้นจะเห็นว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ นั้นยากจริงๆ

คนกรุงเทพฯ เหมือนจะชาชินแล้ว มีเป้าหมายเพียงหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อ จนลืมไปแล้วว่าจริงๆ เมืองกรุงเทพฯ จะทำให้ชีวิตของเขาดีกว่านี้ได้ ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ควรยากขนาดนี้ อยากชวนคนกรุงเทพฯ มาร่วมฝันถึงชีวิตคนกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ว่ามีอะไรที่เราจะทำร่วมกันได้บ้าง ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะถึงนี้ ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินการถกเถียงว่าใครจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้วจบแค่นั้น แทบไม่เคยมีการพูดถึงวาระเมืองกรุงเทพฯ จะเป็นแบบไหน จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นได้อย่างไร จึงอยากชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า กรุงเทพฯ ดีแค่นี้พอแล้วจริงๆ หรือ ซึ่งตนมั่นใจว่ากรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้ได้ คนกรุงเทพฯ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้
“ผมโจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน คนกรุงเทพฯ มีวาระที่จะมานำเสนอ เพราะผมต้องการเห็นกรุงเทพฯ มีคุณภาพระดับมหานครชั้นนำของโลก กรุงเทพฯ ควรเป็นหลังพิงและลมใต้ปีก เป็นเมืองที่คอยโอบอุ้มเวลาที่ลำบาก เป็นเมืองที่ให้โอกาสในวันที่อยากก้าวกระโดด กรุงเทพฯ ไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน” นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า ตนมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น และได้เห็นว่าที่นั่นมองคนเป็นขุมทรัพย์ จึงนำข้อนี้กลับมาว่าเราจะต้องมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจว่าการบริหารงานของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งอำนาจและงบประมาณแต่ก็ต้องพัฒนาให้ได้กว่าข้อจำกัดของกรุงเทพฯ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดนั้นต้องทำให้เมืองพัฒนาคน และคนกลับไปเป็นพลังพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาคนสิ่งสำคัญคือเวลา ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตทำภารกิจต้องเสียเวลา 3-4 ชั่วโมง ฉะนั้นเราจะต้องคืนเวลาเหล่านี้ ให้คนกรุงเทพฯ ผ่าน 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชน เพื่อชีวิตง่ายๆ ของคนกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.การเลี้ยงครอบครัวง่าย กทม. ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก โดย กทม. ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ นอกจากนี้สังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย กทม. มีผู้สูงวัย 1.4 ล้านคน เริ่มติดบ้าน 2 หมื่นคน ติดเตียง 1.5 หมื่นคน ดังนั้น กทม. จะต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และมีนักดูแลผู้สูงอายุ ผู้ติดบ้าน ติดเตียง สำหรับเรื่องหาหมอ การที่ต้องรอใบส่งตัว กทม. สามารถช่วยตรงนี้ เราเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านี้ เพื่อรองรับสิทธิบัตรทอง แก้ไขปัญหาใบส่งตัว
2.ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม. ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม. และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน ดังนั้น กทม. ซึ่งมีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน ของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อม ๆ

3.เดินทางง่าย สิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจากเมืองนี้คือ เราต้องการ กทม. ที่สามารถเดินเท้า เพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม. จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงมีระบบติดตามการขนส่งสาธารณะผ่านพิกัด GPS เรียลไทม์ ทำให้วางแผนการเดินทางได้ ซึ่ง กทม. มีอำนาจจำกัด แต่มีเส้นทางเดินรถที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้ว แต่ไม่มีเอกชนมาวิ่งจำนวนมาก กทม. สามารถไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลอง เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที การทำให้ กทม. เป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ เป็นการคืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม.
4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ อาจมีทางเลือก 2 ทาง 1.รอ 2.จ่ายใต้โต๊ะ ระบบแบบนี้ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไป คน กทม. ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมาจาก กทม. กทม. ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้องตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้

“ผมรักกรุงเทพฯ และภูมิใจที่เป็นคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่จะมาถึงใน กทม. ครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีทางเลือก ภายใต้งบ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 1 แสนคนของ กทม. เราไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ แต่เราจะเลือกเมืองกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ได้หรือเปล่า เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า นี่คือวาระที่ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ ประชาชนของคนกรุงเทพฯ ขอนำเสนอให้คนกรุงเทพฯ เลือก” นายชัยวัฒน์ กล่าว




