ดั้งเดิมแล้ว “ฟุตบอลโลก” คือหนึ่งในมหกรรมกีฬาที่ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ “Must Have” ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

แต่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2567 บอร์ด กสทช. มีมติเอกฉันท์ 7-0 ให้ถอดถอน “ฟุตบอลโลก” ออกจาก “Must Have” โดยให้คงไว้เพียง 6 อีเวนต์กีฬาคือ ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเชียนเกมส์, เอเชียนพาราเกมส์, โอลิมปิก (ฤดูร้อน) และพาราลิมปิก

สาเหตุหลักที่ทำให้ “เวิลด์คัพ” ถูกถอดออกจาก “Must Have” ก็เพราะการซื้อลิขสิทธิ์ ฟุตบอลโลก 2022 หรือปี พ.ศ. 2565 ที่ประเทศกาตาร์

เหตุการณ์ตอนนั้น คล้ายกับตอนนี้คือ ไม่มีเอกชนเจ้าไหนลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 มาถ่ายทอดสดในประเทศ และด้วยความที่ฟุตบอลโลกคือหนึ่งใน “Must Have” ทำให้มีแรงกดดันจากสังคมว่าคนไทยต้องได้ดูบอลโลกฟรี

ด้วยเหตุนี้ บอร์ด กสทช. จึงอนุมัติให้ใช้งบในส่วนของ “กองทุน กทปส.” หรือ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ จำนวน 600 ล้านบาท

นำไปให้ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) นำไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 มาให้คนไทยดูฟรีทั้ง 64 นัด

แต่เงินแค่ 600 ล้าน ยังไม่พอซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกหรอก กกท. จึงต้องไปหาเอกชนมาร่วมสนับสนุน และไปได้กลุ่ม “ทรูวิชั่นส์” ออกให้อีก 300 ล้านบาท แลกกับการถ่ายทอดสดแบบ “เอ็กซ์คลูซีฟ” หรือ “ดูได้ที่เดียว” ผ่านทาง “ทรูไอดี”

ในเมื่อเป็น “เอ็กซ์คลูซีฟ” ก็เท่ากับว่า เจ้าอื่นออกอากาศไม่ได้ จึงเกิดกรณี “จอดำ” สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ “ทรูไอดี” และมีการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายตามมา

นี่คือเหตุการณ์จริงที่เพิ่งเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วนี่เอง
มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การนำเงินจากกองทุนสาธารณะไปใช้ผิดประเภทนั้น ส่งผลเสียหายขนาดไหน

แถมหลังจากนั้น ในบอร์ด กสทช. ก็เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การปลด นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ออกจากตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. ด้วย

รัฐบาล และ กสทช. จึงควรนำเรื่องนี้มาเป็นบทเรียน และไม่ทำอย่างนั้นอีก เพราะเห็นชัดๆ อยู่ว่าทำไปแล้วจะเกิดอะไรตามมา และจะต้องมีคนต้องรับผิดชอบมากมาย

แต่ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ หลังจากที่มีคนถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า คนไทยจะได้ดูบอลโลก (ฟรี) หรือไม่ ก็คือ “รัฐบาลหนูจะไม่ได้ดูได้ยังไง” และต้องดูฟรีเหมือนเดิมด้วย

ทางออกที่รัฐบาลเลือกจะทำก็คือสิ่งเดียวที่เพิ่งเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วเป๊ะ นั่นคือให้ กสทช. ไปจัดทำแผน “ของบประมาณ” เพื่อซื้อลิขสิทธิ์

ต่างกันคือครั้งนี้มี “กรมประชาสัมพันธ์” เข้ามาร่วมด้วย

เมื่อถูกถามว่า จะเอางบมาจากไหน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. บอกว่า น่าจะต้องขอจาก “กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” หรือ “กทปส.” เหมือนคราวที่แล้ว

สาเหตุที่รัฐบาลไม่เอางบประมาณแผ่นดินมาซื้อ ต้องโยนไปให้หน่วยงานอื่นหางบ และซื้อแทน ก็เนื่องจากถ้าใช้งบประมาณของรัฐบาลเอง มีหวังโดนวิจารณ์เปิดเปิงแน่นอน

เป็นการหาทางออกให้ตัวเองแบบที่ตัวเองไม่เจ็บตัว ไม่ต้องใช้งบตัวเอง ไม่ต้องโดนด่า แถมได้หน้าได้ตา ถือว่า “รัฐบาลลุงหนู” ซื้อมาให้ดูกันฟรีทั้งประเทศ โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินสักบาท

ที่สำคัญ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ก็ไม่ต้องรับผิดชอบด้วย

กลายเป็น กสทช. และ กรมประชาสัมพันธ์ ที่ต้องรับผิดชอบทั้งกระบวนการ ทั้งต้องเจียดงบมาซื้อ หาเอกชนมาร่วมลงทุน และถูกวิพากษ์วิจารณ์
แถมยังเสี่ยงถูกตรวจสอบภายหลังว่าใช้งบประมาณถูกวัตถุประสงค์หรือไม่

ที่ว่ามาทั้งหมด ยังไม่รวมการไปขอการสนับสนุนจากเอกชนอีกหลักหลายร้อยล้าน ซึ่งแน่นอนว่า เอกชนที่จะให้เงินมากขนาดนี้ ก็ต้องหวังจะได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า

ที่อาจจะเป็นการถ่ายทอดสดแบบ “เอ็กซ์คลูซีฟ” หรือ “ดูได้ที่เดียว” เหมือนคราวที่แล้ว

หลังจากนั้น ก็จะเกิดกรณี “จอดำ” ตามมาแล้วก็โดนคนด่ากันอีกเหมือนเดิม

แต่คนที่โดนก็จะเป็น กสทช. และ กรมประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่ “รัฐบาลลุงหนู” ที่ลอยตัวแบบหล่อๆ ไม่ต้องขอเงินใคร และไม่ต้องโดนใครด่า?