เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการดำเนินงานแก่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ว่า ได้ให้ สทร. เร่งวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบราง พร้อมขับเคลื่อนการสร้างหัวรถจักร ล้อเลื่อน ขบวนรถโดยสาร และตู้โบกี้โดยสารภายในประเทศให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชนนำงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อนำมาสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และการจ้างงานภายในประเทศ และการนำไอเดียรถ Dual-Mode Vehicle (DMV) ที่ใช้ในระบบล้อ และรางร่วมกัน ซึ่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เห็นด้วยในหลักการ ขอให้ สทร. พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ DMV บนเส้นทางราง เพื่อลดการขาดทุนของผลประกอบการเดินรถของ รฟท.

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สทร. ได้ผลผลิตที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางรางของไทยหลายโครงการ ได้แก่ 1. การพัฒนาขบวนรถไฟไทยไฮบริดในปีงบประมาณ 2568 สทร. ได้ผลผลิตโมเดลรถไฟไฮบริดที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อ “อินทรีย์เมฆา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาวุธโบราณของไทยคือ ง้าว (NGAO Inspiration) ขณะนี้การออกแบบแล้วเสร็จ ทั้งภายนอก และภายใน ปัจจุบันอยู่ระหว่างผลิตรถไฟต้นแบบ 1 ขบวน ประกอบด้วย ตู้โดยสาร 4 ตู้ รวมหัวรถจักรหน้าหลัง มูลค่าการผลิตรวมประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2572 หากผลิตจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตจะลดลง โดยจะนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาขบวนรถไฟ รองรับการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่

โดยโมเดลรถไฟนี้ได้รับความร่วมมือจากสถานทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย และบริษัทดีไซเนอร์ชั้นนำระดับโลก Blue Engineering S.r.l. มาร่วมออกแบบ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับคนไทย เตรียมจดลิขสิทธิ์ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ในการผลิตขอให้ส่งเสริมการใช้อุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการนำเข้าและเพิ่มการผลิตในประเทศ (Local Content) 2. ต้นแบบรถไฟท่องเที่ยว “Siamese Train” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือ (MOA) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนารถไฟท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ และสร้างประสบการณ์ในการเดินทางระดับหรู (Luxury Tourist Train) ด้วยการรีโนเวทจากโบกี้รถไฟ JR West ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว มาออกแบบ และตกแต่งใหม่ ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างผลิตขบวนรถต้นแบบ 5 ตู้โดยสาร วงเงินประมาณ 65 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

3. การปรับปรุงรถไฟโดยสารชั้น 3 เป็นรถปรับอากาศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาตู้โดยสารต้นแบบ 1 ตู้ ใช้งบประมาณปี 2569 จำนวน 12 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และส่งมอบให้ รฟท. เป็นต้นแบบในการดำเนินการต่อไป ซึ่งหากผลการพัฒนาสำเร็จจะช่วยลดการนำเข้ารถไฟจากต่างประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟภายในประเทศ และการจ้างแรงงานไทยด้วย ทั้งนี้หากซื้อตู้โดยสารใหม่แบบปรับอากาศ ราคาอยู่ที่ตู้ละประมาณ 50 ล้านบาท 4. การจดอนุสิทธิบัตร วัสดุโฟมดูดกลืนเสียงที่มีส่วนผสมจากยางธรรมชาติสำหรับกำแพงกันเสียงในระบบราง ซึ่งในการผลิตจะใช้ยางพาราภายในประเทศช่วยส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกร ทั้งนี้การสนับสนุนการใช้ยางพาราต้องกำหนดราคาที่เป็นกลางให้สามารถผลิตได้จริง และเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจสูงสุด และไม่กระทบกับราคายางภายในประเทศ

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ได้กำชับให้ สทร. ต้องนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และให้ทำความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาต่อยอดร่วมกัน ทั้งนี้ สทร. จัดทำ และเผยแพร่มาตรฐานระบบรางมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าและอาณัติสัญญาณ งานก่อสร้าง การทดสอบ และการบำรุงรักษา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาระบบราง และยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น

ด้าน น.ส.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการ สทร. กล่าวว่า สทร. ได้จัดทำมาตรฐานระบบรางแล้วเสร็จหลายมาตรฐาน มี 6 มาตรฐานสำหรับงานโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรแล้ว และนำไปเป็นข้อบังคับในการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ในการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ได้แก่ มาตรฐานการเก็บตัวอย่างคอนกรีตสดในสนาม, มาตรฐานการทดสอบการยุบตัวของคอนกรีตสด, มาตรฐานการทดสอบการไหลแผ่ของคอนกรีต, มาตรฐานการทดสอบอุณหภูมิของคอนกรีต, มาตรฐานการทดสอบค่าการเยิ้มของคอนกรีตสด และมาตรฐานการทดสอบปริมาณอากาศคอนกรีต โดยวิธีความดัน ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานระบบราง ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่จะมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ที่ผ่านมาจะใช้ของต่างประเทศ
ขณะนี้ประเทศไทยยังตามประเทศมาเลเซียอยู่ เพราะขณะนี้มาเลเซียสามารถผลิตขบวนรถไฟได้เองแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตรถไฟเองได้ ส่วนประเทศเวียดนามก็เริ่มจะผลิตขบวนรถไฟเองแล้ว ดังนั้นเราจะต้องเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรม เปลี่ยนโหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตรถไฟ และผลิตชิ้นส่วนต่างๆ โดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งเบื้องต้น สทร. เตรียมจะเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ประมาณ 35 ราย และผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมประมาณ 100 ราย มาร่วมหารือ



