เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลัง ชี้แจงหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยระบุว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือ “คนที่ยากจนที่สุดจริง ๆ” ว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดแบบรัฐสงเคราะห์ที่ล้าหลัง และยังคงมองประชาชนจากบนลงล่าง โดยให้รัฐเป็นผู้ตัดสินว่าใครจนพอ ใครจนไม่พอ และใครสมควรได้รับความช่วยเหลือ
“รัฐบาลกำลังทำเหมือนความยากจนเป็นข้อสอบที่ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเองให้ผ่าน ทั้งที่ความจริงแล้ว หน้าที่ของรัฐคือการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่คอยตั้งด่านคัดคนออกจากระบบ” นายณัฐชา กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีบทเรียนมาแล้วหลายครั้ง จากนโยบายที่ใช้การคัดกรองอย่างเข้มข้น ประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อนจริงกลับตกหล่นจากระบบ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขบางประการที่รัฐกำหนด ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยต้องเสียเวลา เสียโอกาส และเสียศักดิ์ศรีจากการถูกตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจนจริงหรือไม่
ปัญหาสำคัญคือรัฐบาลกำลังมองความยากจนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ทั้งที่ในความเป็นจริง ความยากจนเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโตตามเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ และตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง
คนจำนวนมากในวันนี้อาจไม่ใช่ “คนจนที่สุด” ตามนิยามของรัฐบาล แต่กำลังใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินออม ไม่มีหลักประกัน หากเกิดวิกฤตเพียงครั้งเดียวก็พร้อมจะตกลงสู่ความยากจนทันที คนกลุ่มนี้คือประชาชนที่รัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยให้รอความช่วยเหลือแบบไม่มีกำหนด
“รัฐบาลกำลังสร้างเส้นแบ่งใหม่ระหว่างคนจนกับคนจนกว่า และบอกว่าคนที่ลำบากแต่ยังลำบากไม่พอ ต้องรอไปก่อน ทั้งที่ทุกวันนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพและหนี้สินอย่างหนัก” นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต หลายครั้งที่ผ่านมา การออกแบบนโยบายแบบคัดกรองเข้มงวดนำไปสู่การตกหล่นของผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจริง และบางกรณีกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากจนเกินเยียวยา แทนที่รัฐบาลจะนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับปรุงระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมมากขึ้น กลับเดินย้อนกลับไปสู่แนวคิดเดิมที่พยายามหาวิธีตัดคนออกจากระบบให้มากที่สุด เพื่อให้ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลง และสามารถนำไปอ้างเป็นความสำเร็จทางการบริหารได้
สำหรับประเด็นการตรวจสอบสิทธิการลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดา นายณัฐชา เห็นว่ารัฐมีสิทธิในการตรวจสอบการใช้สิทธิที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ควรใช้กรณีเฉพาะบางส่วนมาเป็นเหตุผลในการสร้างภาระและความหวาดระแวงให้กับประชาชนทั้งระบบ เพราะท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้สูงอายุและครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว รัฐบาลควรตั้งคำถามว่าทำไมผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพาบัตรคนจนเพื่อความอยู่รอด มากกว่าตั้งคำถามว่าจะคัดใครออกจากระบบได้อีกบ้าง
นายณัฐชา กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่แท้จริงของนโยบายสวัสดิการในปัจจุบัน คือการที่รัฐบาลไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง แต่กลับให้ความสำคัญกับผลทางการเมืองมากกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เมื่อเป้าหมายของนโยบายไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างคะแนนนิยม สร้างภาพลักษณ์ หรือแสวงหาคำชื่นชมให้กับรัฐบาล กลไกที่ออกมาก็จะเน้นการประชาสัมพันธ์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของประชาชน
“การช่วยเหลือประชาชนไม่ควรเป็นเรื่องของความเมตตาจากผู้มีอำนาจ แต่ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและมีศักดิ์ศรี” นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดแบบ “ผู้ใหญ่ใจดี” ที่คอยกำหนดว่าประชาชนคนใดสมควรได้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการที่ลดการตกหล่น ลดการตีตราความยากจน และสร้างหลักประกันให้กับทุกคนอย่างเป็นธรรม ประชาชนไม่ควรต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจนพอหรือยัง เพื่อแลกกับสิทธิในการมีชีวิตที่ดีขึ้น หน้าที่ของรัฐไม่ใช่การตัดสินว่าใครสมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังตั้งแต่แรก.



