นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภาพรวมแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 พบหลายอุตสาหกรรมยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงหนุนทั้งตลาดส่งออก ความต้องการภายในประเทศ และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัว

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2569 สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัว และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัว

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต พบว่ามีปัจจัยสนับสนุนจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การขยายตัวของตลาดต่างประเทศ

ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพด้านการส่งออก ได้แก่

•           อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

•           เครื่องปรับอากาศ

•           อาหารและเครื่องดื่ม

•           ผลิตภัณฑ์ยาง

โดยได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อและความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ยังขยายตัว

2. ความต้องการภายในประเทศที่เติบโต

ช่วยผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่

•           เครื่องสำอาง

•           ยา

•           เครื่องมือแพทย์

•           น้ำมันปาล์ม

จากพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการสินค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น

3. นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ประกอบด้วย

•           ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

•           เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ

•           เทคโนโลยีชีวภาพ

•           พลังงานหมุนเวียนและการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม

•           อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center

ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและต้นทุน ได้แก่

1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูง ประกอบด้วย

•           ปูนซีเมนต์

•           เหล็ก

•           อลูมิเนียม

•           เซรามิก

•           หลังคา

•           แก้ว

โดยมีแรงกดดันจากราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง

2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ได้แก่

•           พลาสติก

•           เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย)

•           การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

3. กลุ่มที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ประกอบด้วย

•           สิ่งทอ

•           เครื่องนุ่งห่ม

•           ผลิตภัณฑ์หนัง

•           รองเท้า

•           เฟอร์นิเจอร์

ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาแข่งขันด้านราคา

4. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ได้แก่

•           อัญมณีและเครื่องประดับ

•           หัตถกรรมสร้างสรรค์

เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคและจำนวนนักท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัว

เปิดปัจจัยบวก–ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

นางพิมพ์ใจ ระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงต่อจากนี้ ประกอบด้วย 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1.         การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เติบโตต่อเนื่อง

2.         การส่งออกที่ยังขยายตัวในระดับสูง

3.         มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

4.         มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV และโครงการ Quick Big Win เพื่อช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ

5.         แนวโน้มเครดิตประเทศไทยที่ยังมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่

1.         ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ

2.         แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น

3.         การขยายตัวของสินค้านำเข้า

4.         ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทั้งภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคเกษตร

5.         ความกังวลต่อภาวะซุปเปอร์เอลนีโญในช่วงกลางปี 2569

“ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสเติบโตในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวต่อปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขัน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว