จากประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ฝนทิ้งช่วง” ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรในฤดูฝนนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวน นอกเหนือจากจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำแล้ว ยังเป็นสารเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้ระบบนิเวศในนาข้าวอ่อนแอลง และเปิดโอกาสให้ศัตรูพืชตัวฉกาจเข้ามาซ้ำเติม ผลผลิตข้าวที่กำลังเจริญเติบโตอาจเสียหายจนควบคุมไม่ได้หากขาดการเตรียมพร้อม

กรมส่งเสริมการเกษตร ออกโรงแจ้งเตือนให้เกษตรกรจับตา “4 ศัตรูข้าวตัวร้าย” ที่มักระบาดรุนแรงในระยะต้นกล้าจนถึงออกรวง 1. เพลี้ยไฟข้าว มักระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้ง สังเกตได้จาก ปลายใบข้าวเริ่มเหี่ยว ขอบใบม้วนเข้าหากลางใบ หลอดใบจะแห้งคล้ายเข็ม 2. เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนกอข้าว ส่งผลให้ ใบเหลืองแห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และเกิดอาการแห้งตายเป็นหย่อม ๆ  3. หนอนกอข้าว  ตัวหนอนเจาะเข้าไปกินเนื้อเยื่อในลำต้น ทำให้ท่อน้ำเลี้ยงถูกทำลาย เกิดอาการ ยอดเหี่ยว ข้าวหัวหงอก (รวงสีขาวซีด) และเมล็ดลีบขาวทั้งรวง 4. ด้วงดำ  ตัวเต็มวัยจะกัดกินโคนต้นข้าวที่ปักดำใหม่ สังเกตพบ ต้นข้าวเหลือง ซีด เหี่ยว และแห้งตายคาน้ำ

นอกจากนี้ได้แนะแนวทางตัดวงจรการระบาด เพื่อจำกัดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อตัดวงจรชีวิตแมลงก่อนตั้งตัว กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ยึดหลักเกณฑ์ 4 ประการ ดำเนินการทันทีดังนี้

1. ปรับวิธีปลูก ปิดทางรอดด้วงดำในพื้นที่เสี่ยงให้ “หลีกเลี่ยงการหว่านข้าวแห้ง” เปลี่ยนมาใช้วิธี “ปักดำ” แทน เพราะการหว่านข้าวแห้งเปิดโอกาสให้ด้วงดำขุดเจาะลงไปทำลายระบบรากได้ง่ายกว่า หากพื้นที่ใดพอมีน้ำ ให้ใช้วิธีปล่อยน้ำท่วมนาสูงประมาณ 8 เซนติเมตร ขังไว้นาน 5 วัน เพื่อตัดอากาศหายใจของด้วงดำในดิน หรือใช้สปอตไลท์/หลอดไฟแบล็กไลท์ (Black Light) ติดตั้งในเวลากลางคืนเพื่อล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย

2. อาวุธชีวภาพ เลือกใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน การเลือกพันธุกรรมข้าวที่แข็งแกร่งคือเกราะป้องกันด่านแรก เกษตรกรควรพิจารณาเลือกใช้พันธุ์ข้าวเด่นที่ได้รับการรับรองว่าทนแล้งและต้านทานศัตรูพืชสูง เช่น   กข107 (พิษณุโลก 72 ข้าวเจ้าพื้นแข็งอายุสั้น (89-108 วัน) ที่เด่นเรื่องการ ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และทนน้ำท่วมฉับพลันปานกลาง  ข้าวเหนียวหอมนาคา ข้าวเหนียวไม่ไวแสง ทนแล้ง ทนน้ำท่วมฉับพลัน และมีคุณสมบัติเด่นในการ ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง  กข31 (ปทุมธานี 80) พันธุ์ข้าวเจ้าที่ช่วยลดแรงปะทะจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดี   หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวพันธุ์เดิมซ้ำติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงปรับตัวจนเกิดการดื้อพันธุ์)

3. บริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างมีกลยุทธ์ หลังเสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว ควรกระทำ “การไถกลบตากดิน” ทันที เพื่อพลิกเอาตัวหนอนและดักแด้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินขึ้นมาตากแดดหรือให้เป็นอาหารนก ในส่วนของการบำรุง เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และ “ลด/หลีกเลี่ยงการอัดปุ๋ยไนโตรเจน (ยูเรีย) มากเกินไป” เนื่องจากไนโตรเจนที่สูงเกินจะทำให้เซลล์พืชอวบน้ำ ใบมีสีเขียวเข้มและอ่อนนุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้แมลงและหนอนเข้ามาเจาะกิน ทั้งนี้ ควรวางแผนปลูกพืชตระกูลถั่วสลับหลังนาเพื่อตัดวงจรอาหารของแมลงอย่างเด็ดขาด 4. หมั่นตรวจแปลงประจำสัปดาห์ อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เดินสำรวจแปลงนาให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณโคนกอข้าว เพื่อตรวจวัดปริมาณหนอนและเพลี้ย หากพบร่องรอยการทำลาย จะได้ระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

หากสัดส่วนการเข้าทำลายของศัตรูพืชยัง น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ ให้เน้นวิธีปลอดภัยและชีวภาพ โดยใช้วิธีเขตกรรม เช่น การจัดการน้ำแบบ “เปียกสลับแห้ง” (การแกล้งข้าว) ซึ่งจะช่วยลดความชื้นที่โคนกอ ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่สามารถวางไข่หรือขยายพันธุ์ได้ ร่วมกับการฉีดพ่นชีวภัณฑ์ เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria) หรือเชื้อราเมตาไรเซียม (Metarhizium) อัตรา 250 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงเย็นที่มีความชื้นเหมาะสม ซึ่งเชื้อราเหล่านี้จะเข้าไปเจริญเติบโตและทำให้แมลงป่วยตายในที่สุด

แต่หากวิกฤตหนัก การระบาดเกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ เกษตรกรจำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีอย่างระมัดระวังและเคร่งครัดตามฉลาก โดยแนะนำให้ใช้ สารไทอะโคลพริด สำหรับจัดการเพลี้ยไฟข้าว และใช้ สารโพรมิโทซิน หรือ ซัลฟอกซาฟลอร์ เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

การเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงในปี 2569 นี้ อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากพี่น้องเกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก หันมาพึ่งพาวิทยาศาสตร์การเกษตรและการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ การยึดหลัก 4 ประการข้างต้น ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องรวงข้าวในนาให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม แต่ยังเป็นการรักษาเสถียรภาพทางกระเป๋าเงินและต้นทุนของตัวเกษตรกรเองได้อย่างยั่งยืน